<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493</id><updated>2012-02-20T02:59:16.134-08:00</updated><title type='text'>Trash-ability</title><subtitle type='html'>thoughts, opinions, ideas, imagination, emotion and craps</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>10</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-2060603510448726726</id><published>2012-02-20T01:24:00.000-08:00</published><updated>2012-02-20T01:25:24.176-08:00</updated><title type='text'>เซอร์เบีย...ไม่ใช่ไซบีเรีย (2)</title><content type='html'>ตรรกะในเมืองของประเทศสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์เก่า&lt;br /&gt;วันที่สองที่มาอยู่ที่นี่ เราพยายามออกไปซื้อข้าวของเข้าบ้าน เวลาไปอยู่ต่างแดน “ผังเมือง” และความเป็นเมืองย่อมต่างจากสิ่งที่เราคุ้นชิน อันนี้ก็พอเข้าใจ ตอนไปอเมริกา เกาหลี หรือตอนอยู่ออสเตรเลียใหม่ๆ ก็ต้องทำความเข้าใจ “ความเป็นเมือง” และแผนที่ของเมืองนั้นๆ ก่อนถึงจะรู้ว่าต้องไปซื้ออะไรที่ไหนอย่างไร วัฒนธรรมการกินอยู่ของคนที่นี่เป็นอย่างไร บ้านเมืองมีผังแบบไหน ผู้คนอยู่กันอย่างไร ข้อต่างระหว่างประเทศเหล่านี้กับเซอร์เบียมีอย่างเดียว (ที่จริงมีหลายอย่าง แต่ทุกอย่างมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างเดียวกัน...เราว่า) คือเซอร์เบียเป็นประเทศสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์เก่า ตั้งแต่เป็นรัฐชาติยูโกสลาเวียตอนหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็เป็นสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์ (ต่างจากประเทศคอมมิวนิสต์อย่างโซเวียตและจีนคือ ยูโกสลาเวียมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดมากกว่า ผู้คนเดินทางไปไหนมาไหนได้ แม้รัฐไม่ให้เสรีภาพทางการเมืองเต็มใบ เช่นไม่มีการเลือกตั้ง แต่รัฐดูแลแบ่งปันทรัพยากรให้ผู้คน แต่ก็ให้เสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมืองอยู่บ้าง สถานบันทางวัฒนธรรมมีอิสระในการดำเนินกิจกรรมของตนเอง รวมถึงวิพากษ์รัฐบาลบางครั้ง) เบลเกรดจึงเป็นเมืองหลวงที่ถูกออกแบบมาให้ตรงกับประโยชน์ใช้สอยของระบอบสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อ Tito เสียชีวิตเมื่อปลายศตวรรษที่ 1980 เซอร์เบีย หรือยูโกสลาเวียก็ไม่ได้กลายเป็นประเทศประชาธิปไตยที่อ้าแขนรับระบบทุนนิยมเป็นเต็มที่เหมือนประเทศในยุโรปตะวันออกประเทศอื่นๆ ที่เป็นอิสระจากระบอบคอมมิวนิสต์โซเวียตในช่วงเดียวกัน แต่เซอร์เบียนั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังประวัติศาสตร์ (ปั้นแต่ง) ชนิดที่เชื่อว่าเซอร์เบียเป็นประเทศของชาว “เซริ์บ” เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น และถูกกระทำโดยชนชาติต่างๆ ที่เช้ามายึดครองดินแดนในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโรมัน ต่อมาเป็นเตริ์กในช่วงยุคกลางของยุโรป ต่อมาเป็นจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นนาซีเยอรมันนี ส่วนชนชาติอื่นๆ ที่เอาเข้าจริงอยู่ร่วมกันมา (อย่างโครแอต บอสเนียน หรืออัลเบเนียน) ล้วนแต่เป็นตัวก่อความทุกข์ร้อนให้ชาวเซริ์บทั้งสิ้น เมื่อคิดเช่นนี้ เซอร์เบียในช่วงรอยต่อศตวรรษที่ 1980 ถึง 1990 จึงกลายเป็นประเทศสังคมนิยม (เพราะรัฐบาลที่ขึ้นครองอำนาจคือ สโลโบดาน มิโลเซวิช มาจากพรรคสังคมนิยมเซอร์เบีย – Socialist Party of Serbia, SPS) ที่ค่อนไปทางอำนาจนิยม และอาศัยฐานชาตินิยมเป็นตัวกระตุ้นความสนับสนุนของประชาชนต่อผู้นำ&lt;br /&gt;ถ้าจะให้ร่ายยาวเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองของยูโกสลาเวีย/เซอร์เบียในช่วงทศวรรษที่ 1990 คงต้องใช้หน้ากระดาษจำนวนมาก เอาไว้ค่อยๆ เล่ากันดีกว่า แต่ที่เกริ่นถึงระบอบการเมืองของดินแดนแห่งนี้ก็เพราะว่าวันที่สองที่มาที่นี่ จำไม่ได้ว่าบ้านตัวเองคือหลังไหน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเราไม่ได้จำเลขที่บ้าน (ซึ่งไม่แปลกใจ เพราะปกติเป็นคนโก๊ะกังแบบนี้อยู่แล้ว) ที่สาเหตุอีกส่วนมาจากอาคารที่อยู่อาศัยแถวนี้หน้าตาเหมือนกันหมด อารมณ์ตึกแถวบ้านเรา แต่อันนี้เป็นความเหมือนยิ่งว่าฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกัน คือเรากำลังเดินออกไปซื้อของ พอเดินไปได้หน่อย จำได้ว่าต้องเอาอะไรบางอย่างไปด้วย เลยเดินกลับไปที่อพาร์ทเมนต์ ที่นี่เพราะจำเลขที่อาคารไม่ได้ เลยอาศัยว่าน่าจะจำลักษณะของอาคารได้ ปรากฏว่าเดินเข้าไปในอาคารนึงที่คิดว่าน่าจะเป็นอพาร์ทเมนต์เรา ปรากฏว่าเดินไปถึงชั้นสาม (ชั้นที่เราอยู่) “เอ๊ะทำไมกุญแจที่มีมันเปิดประตูห้องไม่ได้ (ฟะ)” มองประตูห้องอีกที “เอ๊ะทำไม ไม่คุ้น” ลองเดินขึ้นอีกหน่อย “เอ๊ะ ทำไมมันมีหลายชั้นเกิน ที่จริงอาคารเรามันมีห้าชั้นนี่หน่า” ลองเดินออกไปนอกอาคาร “แมร่งหน้าตาเหมือนกันนี่หว่า” (คือมีป้ายร้านหมอฟัน มีประตูสีขาวๆ บันไดที่เข้าอาคารเหมือนกัน อาคารเป็นทรงเดียวกัน บันไดโค้งเหมือนกัน ลิฟท์ยืนประจำตำแหน่งเดียวกัน ตู้จดหมายหน้าตาเหมือนกัน “แต่ห้องตูหายไปหนายยยยยย” เดินวนอยู่นาน กว่าจะเริ่มเข้าใจว่าอาคารทุกหลัง ไม่ใช่เพียงข้างนอกหน้าตาคล้ายกัน แต่ข้างในยังคล้ายกันด้วย ฉะนั้นถ้าจำเลชอาคารไม่ได้ และมาจากดาวอังคารอย่างอีชั้น ก็จะตกอยู่ในสภาพเจ๊กหลงเมืองเช่นนี้ เดินอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เข้าอาคารนู้น ออกอาคารนี้ กว่าจะเจอตึกของตัวเองก็เล่นเอาเมื่อยตาตุ่ม...แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจว่าทำไมอาคารทุกหลังถึงเหมือนกันได้ขนาดนี้ คือไม่ใช่แค่เหมือนกันทางกายภาพนะ (การออกแบบ ตกแต่ง...ถ้ามีการตกแต่งจริงๆ) แต่ความรู้สึกเวลาอยู่ในอาคารเหล่านี้ยังเหมือนกันอย่างน่าประหลาด คือเวลาเดินขึ้นบันได รู้สึกมีเมฆดำทะมึนลอยอยู่บนกบาลตามเราไปตลอดบันไดที่ม้วนวน ลิฟท์นี่น่าสนใจที่สุด ให้นึกสภาพลิพท์ในเรือไททานิค (คือมันนึกหนังเรื่องอื่นไม่ออก) ลิพท์แบบสมัยต้นศตวรรษที่ยี่สิบ แบบเพิ่งประดิษฐ์ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้นิดหน่อย เป็นลิพท์เล็กๆ ประตู “อัตโนมือ” เปิดออกมาหนึ่งชั้น แล้วต้องเปิดบานประตูเข้าไปอีกหนึ่งชั้น พื้นที่ในลิพท์จุคนได้อย่างมากก็สองคนครึ่ง แต่ทางที่ดีอย่าพยายามขึ้นไปเกินคนเดียว (และควรเป็นคนเดียวที่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 70 กิโล... เป็นลิพท์ที่กีดกันคนน้ำหนักเกินมาก) เพราะไม่แน่ใจว่ามันจะยกคุณขึ้นไปไหวหรือไม่ พอขึ้นลิพท์ และลิพท์ตัดสินใจแล้วว่ามันยกคุณไหว มันก็จะเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ (ขอเน้นว่าช้ามากจริงๆ ถ้าใช้ลิพท์แบบนี้กับตึกใบหนก คงมช้เวลายี่สิบสองวันกับสิบแปดชั่วโมง เพื่อไต่ไปให้ถึงยอดตึก) ประตูลิพท์มีหน้าต่างกระจกเล็กๆ ให้เราเห็นกำแพงตึกเก่าๆ และให้เราสำเนียกว่าลิพท์มันเคลื่อนตัวอยู่นะ คือถ้าเป็นลิพท์ใหม่หน่อย (จะว่าใหม่ซะทีเดียวก็ไม่ใช่ เอาเป็นว่าเรียกเป็นลิพท์ที่ผลิตหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้วกัน) ประตูมันก็จะปิดทึบ ไม่ให้เราเป็นบรรยากาศภายนอก เราไม่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าลิพท์ขยับกายไปถึงไหนแล้ว อันนี้เรียกเป็นข้อดีของลิพท์รุ่น Tito ได้มั๊ยหนอ? พอลิพท์เคลื่อนตัวผ่านกำแพง เราก็จะได้กลิ่นอับชื้นของปูนและอิฐ เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่อำนวยให้เราได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ประสาทสัมผัสที่ “หก” อาจจำเป็นถ้าเริ่มเห็นเงาประหลาดๆ หรือได้กลิ่น “ซาก” ในลิพท์&lt;br /&gt;สำหรับคนที่เติบโตมากับระบบทุนนิยม ความไม่สะดวกในการอยู่ประเทสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์เก่าอีกอย่างคือ การจับจ่ายซื้อของ ของที่ปกติหาซื้อในซุปเปอร์มาเกตได้กลับกลายเป็นหาซื้อไม่ได้ เช่นของพื้นฐานอย่างกิ๊บหนีบผ้าและเขียง ถูกต้องแล้ว นักศึกษาปริญญาเอก ร่ำเรียนมาเกือบตลอดชีวิต อ่านหนังสือทฤษฎีอยากๆ มาก็จำนวนหนึ่งแต่กลับหาซื้อกิ๊บหนีบผ้าและเขียงไม่ได้ เดินไปซิ...เดินทั่วซุปเปอร์มาเกตแล้ว เดินในเมืองก็แล้ว เจอของสารพัดอย่าง แต่ไม่ใช่กิ๊บหนีบผ้ากับเขียง พอไม่มีของสองอย่างนี้ก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตลำบากขึ้น กิ๊บหนีบผ้าเป็นของจำเป็นอย่างมหาศาลในบ้านเมืองที่ออกแบบราวตากผ้าให้ยื่นออกไปนอกระเบียง ทุกห้องมีราวที่ยื่นออกไปนอกระเบียงเหมือนกัน ดังนั้นถ้าไร้ซึ่งทักษะในการตากผ้ากับนวัตกรรมราวตากผ้าเช่นนี้ ก็อาจทำชุดชั้นในหรือกกน. ตกไปหาเพื่อนบ้านชั้นล่างได้ หรือถ้าไม่มีกิ๊บตากผ้า (คือปกติเมืองไทยมันเป็นที่ตากผ้าตั้งกับพื้น หรือไม่ก็ราวที่อยู่ในอาคารบ้านเรือน เราเลยใช้ไม้แขนเสื้อตากผ้าได้) อันทรงพลังเสื้อผ้าเราก็จะกลายเป็นของเพื่อนบ้านชั้นล่างได้อีกเช่นกัน... ปัญหาโลกแตกหล่ะคราวนี้... ผ่านไปสองสามวัน อิชั้นก็ยังคงหากิ๊บหนีบผ้าไม่ได้ เลยตัดสินใจส่งข้อความไปถามเจ๊เจ้าของอพาร์ทเมนต์ว่าชาวบ้านแถวนี้เค้าหาซื้อกิ๊บหนีบผ้ากันจากที่ไหน หรือเค้าใช้กำลังภายในอะไรกันในการตากผ้านอกระเบียง เจ๊เจ้าของบ้านน่ารักมาก บึ่งรถเอากี๊บผนีบผ้าของตัวเองมาเผื่อแ แผ่ให้เรา พอเราถามว่าซื้อจากไหนได้ เจ๊แกพยักไหล่แล้วตอกกลับว่า “ก็ร้านขายของทั่วไป” อิชั้นนึกในใจ “สาบานให้เจ้าแม่กวนอิมลงโทษได้เลยว่าอิชั้นเดินหาเกือบทั่วเมืองแล้ว แต่หาไม่เจอ (โว้ย)” &lt;br /&gt;ของอีกอย่างที่หาไม่เจอคือเขียง เด็กที่เติบโตมากับระบบทุนนิยมก็จะมีสมมุติฐานว่าของใช้ทุกอย่างมันต้องอยู่รวมกันในซุปเปอร์เกต (เหมือนที่ท๊อปส์ไง!) รวมถึงเครื่องใช้ในครัว ซุปเปอร์มาเกตขนาดกลางที่นี่ก็เป็นอย่างนั้น มี (เกือบ) ทุกอย่าง (ยกเว้นกิ๊บหนีบผ้า) เครื่องใช้ในครัวก็มีจาน ชาม ช้อน ส้อม มีด ตะลิว กะทะ หม้อ รวมถึงอุปกรณ์เบเกอรี่ แต่ไม่มีเขียง! เป็นไปได้ยังไง ไอเราก็เดินหามันเข้าไป หามันเกือบทุกห้างในเมืองที่มี แต่ก็ยังไม่ได้ถามพนักงานเพราะพนักงานไม่พูดภาษาอังกฤษ และทักษะภาษาเซอร์เบียนของอิชั้นก็ยังไม่เหนือชั้นขนาดรู้ศัพท์คำว่า “เขียง” เดินเข้าออกตามซุปเปอร์มาเกตมากมาย ก็ยังหาไม่เจอ ที่นี้พอเดินหาซื้อของมากๆ เข้า ก็ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ร้านรวงที่นี่เป็นร้านขนาดเล็ก และขายของเฉพาะเจาะจง เช่น ร้านที่ขายเครื่องใช้ในครัว ก็จะขายเครื่องใช้ในครัวอย่างเดียว (ยกเว้นซุปเปอร์มาเกต ที่ขายของแบบ “แกงโฮะ” อยู่บ้าง แต่ยังโฮะเท่าซุปเปอร์มาเกตในโลกทุนนิยมแบบเต็มตัว) ร้านที่ร้านเครื่องสุขภัณฑ์ หรือของตกแต่งบ้าน ก็ขายแค่จำพวกนี้ ร้านเครื่องสำอางค์และร้านขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย ก็ขายอยู่อย่างเดียว (ไม่มีการขายครีมกวนอิม และแถมซาลาเปาเหมือนเซเว่นบ้านเรา) มีกระทั่งร้านขายเฉพาะแค่ถุงเท้า หมอนและม่าน ถ่านกล้อง และอื่นๆ คือจะขายอะไรก็ขายไปอย่างเดียว ขาดการ “บูรณาการ” &lt;br /&gt;พอไม่มีเขียง ชีวิตทางโภชนาการก็เริ่มลำบาก ต้องไปหั่นหมู หั่นไกในจาน หั่นก็ไม่สะดวก จะสับก็ไม่ได้ กลัวจานเค้าแตก จะหั่นผักที่มีขนาดใหญ่กว่ากระเทียมก็ลำบาก หั่นผิดรูปทรงไปก็กระทบถึงรสชาดของอาหาร ฯลฯ ทำยังไงดี? วันหนึ่งเพื่อนชาวเซอร์เบียนมากินข้าวที่บ้าน เราก็เลยตามเค้าไปว่าคนแถวนี้เค้าใช้เขียงกันมั๊ย เพื่อนก็บอกว่าใช้ เราก็เลยถามว่า “อ้าว แล้วไปซื้อที่ไหน เพราะเราเดินหาแทบตาย หาไม่เจอ” เพื่อนบอกว่าให้ไปซื้อร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หรือเครื่องใช้ในครัวโดยเฉพาะ... เอาหล่ะ จันจิราก็ตั้งมั่นว่าคราวนี้ต้องซื้อเขียงให้ได้ เพราะเรารู้ว่าไอ้ถนนเส้นบาลข่านสกีเนี่ย มันมีร้านขายเครื่องใช้ในบ้าน ที่เราเคยพยายามเข้าไปถามหาเขียงแล้ว แต่เจ้าของร้านไม่เข้าในภาษาอังกฤษ เย็นวันฟ้าโปร่งวันหนึ่งจันจิราก็เดินถือดิคทชันนารี พร้อมเปิดศัพท์คำว่า “หั่น” ให้มั่นไว้ (คือเปิดคำว่าเขียงแล้ว ขนาดดิคทฯ ยังไม่มีในสารระบบ) พอถึงร้าน ก็เปล่งออกไปว่า “Zdravo” (สวัสดี) เจ้าของร้านจะได้รู้ว่าเราพูดภาษาเค้าได้หน่อย จากนั้นก็ยื่นดิคทที่เปิดค้างไว้ให้ดู แล้วทำมือเป็นเขียง จากนั้นทำท่าหั่น เจ้าของร้านยืนงงอยู่นิดนึง คงคิดในใจว่า “ยัยเจ๊กนี่มันทำอะไรของมัน” จากนั้นก็เข้าใจว่าเราต้องการอุปกรณ์หั่นอาหาร เลยเดินไปหยิบ “มูลิเน็กซ์” ให้ เราเลยรีบส่ายไปพร้อมบอกว่า “Ne ne” แล้วมือเป็นเขียง และทำท่าหั่น เจ้าของร้านถึงบางอ้อ เดินไปหยิบเขียงอันเล็กๆ มาให้... จันจิราดีใจแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ด้วยความปลื้มปิติว่าในที่สุดความพยายามก็สำฤทธิ์ผล ตรูได้หั่นผัก หั่นหมู อย่างมีความสุขแล้ว!... เจ้าของร้านเห็นเราหน้าตาดีใจจัดเลยบอกให้เดินตามไปหน้าร้าน แล้วไปชี้เขียงอันใหญ่ให้ดู...ใหญ่มากจริงๆ จะเอาไปหั่นควายหรือคะพี่... พร้อมว่า “complex” เออ อีตอนตรูถามหาตอนแรก ทำเป็นไม่เข้าใจ ตอนนี้จะมาขายของเชียว แต่ความสงสัยจะไม่จางหายไป อิชั้นเลยถามเจ้าของร้านไปว่า “คนแถวนี้เค้าไม่ใช้เขียงกันเหรอ ทำไมหาซื้อยากจัง” เจ้าของร้านเหมือนเข้าใจภาษาอังกฤษ ปนไทย ปนเซอร์เบียน เลยชี้ไปที่ “มูลิเน็กซ์”...อืม อย่าได้ติดสินความก้าวหน้าของประเทศจากความล้าหลังของลิพท์เชียว    &lt;br /&gt;อะไรคือข้อสรุปจากการหากิ๊บหนีบผ้าและเขียงไม่เจอ? นอกจากเรื่องภาษา และความไม่คุ้นเคยพื้นที่ เราคิดว่าเป็นเพราะเราเติบโตมากับระบบทุนนิยมเต็มใบ เวลาไปจับจ่าย ของทุกอย่างกระจุกตัวอยู่ในซุปเปอร์มาเกตขนาดใหญ่ หรือห้างสรรพสินค้ามหึมาใจกลางเมือง ซึ่งเสนอสินค้าไม่เพียงครบครัน แต่เต็มไปด้วย “ตัวเลือก” เช่น เวลาซื้อแชมพู ก็มีประมาณห้าล้านกว่ายี่ห้อให้เลือก (เวอร์ไปนิด แต่นึกภาพเวลาคุณยืนเลือกยาสระผมในซุปเปอร์มาเกตท๊อปส์ แล้วไม่รู้จะเลือกยี่ห้ออะไรดี เพราะดูเหมือนมีตัวเลือกเต็มเป็นไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าแต่ละตัวเลือกต่างกันอย่างไร ยี่ห้อไหนดีกว่า สูตรไหรเหมาะกับเรา เพราะยาสระผมทุกวันนี้เริ่มเหมือนยาเทวดาหมอมี ด้วยการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณว่ารักษาอาการผิดปกติของเส้นผมและหนังศีรษะได้เกือบทุกอย่าง... ยกเว้นโรครอยหยักในสมองขาดแคลน) แต่เวลาซื้อของแถวนี้ ต้องเข้าไปตามร้านรวงเล็กๆ เพราะไม่มีห้างใหญ่ๆ จะซื้ออะไร ก็ต้องไปร้านเฉพาะของสินค้าประเภทนั้นๆ สำหรับคนที่โตมากับเมืองทุนนิยมอย่างเรา วัฒนธรรมเช่นนี้สร้างความลำบากให้กับเรามากโข เพราะต้องเดินเข้าออกร้านนั้น ร้านนี้ ยิบย่อยไปหมด แต่คิดอีกที หรือนี่อาจเป็นสัญญาณ “ที่ดี” ว่าอย่างน้อยระบบตลาดชนิดที่ทุนใหญ่ (ในนามของห้างใหญ่) ยังคลืบคลานมาไม่ถึง (แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มา) ผู้คนยังเป็นเจ้าของกิจการ มีอิสระในการทำมาหากิน โดยไม่ต้องขึ้นกับบริษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ อยากปิดเปิดร้านไปนั่งกินกาแฟ หรือเล่นหมากรุกกับเพื่อนเมื่อไหร่ ก็ทำตามอารมณ์กันไป ทำยอดรายเดือนไม่ถึงเป้าก็ไม่ถูกไล่ออก อย่างมากก็กินขนมปังแข็ง แบบขาดโปรตีนไปเดือนนึง หรืออดกินกาแฟไปครึ่งเดือน อิสรภาพในการทำมาหากินยังหลงเหลือร่องรอยอยู่บ้างในเมืองที่เคยตกอยู่ใต้ม่านหมอกของระบบสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์... ยอกย้อนดีเหมือนกัน&lt;br /&gt;ถ้าคิดอย่างนั้นตลอดเวลา จันจิราก็ดูจะเป็นนักสังคมศาสตร์ที่มี “จริยศาสตร์” เกินความจำเป็น มีบางเวลาที่อยากให้ซุปเปอร์มาเกตท๊อปส์ หรือห้างพารากอนมาเปิดสาขาแถวนี้บ้างนะ...ฮืออออออ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-2060603510448726726?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/2060603510448726726/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2012/02/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/2060603510448726726'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/2060603510448726726'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2012/02/2.html' title='เซอร์เบีย...ไม่ใช่ไซบีเรีย (2)'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-2068799649827460176</id><published>2012-02-20T01:22:00.000-08:00</published><updated>2012-02-20T01:23:41.804-08:00</updated><title type='text'>เซอร์เบีย...ไม่ใช่ไซบีเรีย</title><content type='html'>เดินในเมือง “สีขาว” (beo = ขาว, grad = เมือง -&gt; Beograd / Belgrade)&lt;br /&gt;วันแรกที่มาถึงเบลเกรดอากาศไม่เลวร้ายนัก เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้วที่มา (ปีที่แล้วเดือนพฤศจิกายน...คงไม่มีใครบ้าคลั่งมายุโรปช่วงย่างหน้าหนาวเหมือนอิชั้นอีกแล้ว) เป็นครั้งที่แรกที่เข้าเมืองมาทางพาหนะทางอากาศ (ครั้งแล้วที่มาทางรถไฟจากโรมาเนีย) ด่านตรวจคนเข้าเมืองขนาดย่อมเยา เตือนใจให้เรานึกท่าอากาศยานของเพื่อนบ้านอย่างลาวไงไม่รู้ หรือว่าเพราะเราเพิ่งมาจากแฟรงเฟริ์ต ทุกอย่างมันเลยดูเล็กไปหมด? อืม เป็นไปได้ ความเนียนของเราทำให้น้ำพริกตาแดง น้ำปลายย่าง เครื่องแกงต่างๆ และใบมะกรูดที่แม่แพคมาให้ผ่านด่านศุลกากรพี่เซริ์บมาได้...รอดชีวิต (จากอาหารเชอร์เบียน) ไปได้อีกสี่เดือน&lt;br /&gt;พี่คนขับแทกซี่ยืนรอหน้าแป้น พร้อมด้วยชื่อภาษาไทยยาวเหยียด ที่ทุกวันที่ชาวบ้านแถวนี้ก็ยังเรียกว่า “ยานยีรา” ทั้งที่อุตส่าห์ย้ำแล้วว่าให้ออกเสียง “จัน” = Ćan ไม่ใช่ “ยาน” = Jan สงสัยต้องให้อธิบายความกันว่า “ยาน” ในภาษาไทยหมายความว่าอะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;พี่คนขับแทกซี่พูดภาษาปะกิตไม่ได้ อิชั้นก็เว่าภาษาเซอร์เบียนแบบงูๆ ปลาๆ (การเรียนด้วยตัวเองมาห้าเดือนไม่ได้ช่วยให้สื่อสารกับมนุษยษ์แถวนี้ได้ค่ะท่านผู้ชม) อีสองคนเลยพยายามนั่งคุยกันด้วยภาษาที่ตัวเองไม่ถนัด...มันส์ไปอีกแบบ&lt;br /&gt;เบลเกรดปีนี้ไม่ต่างจากปีที่แล้ว จากเบลเกรดใหม่ (Novi Beograd) ซึ่งเป็นที่พำนักของคนจำนวนมากและย่านธุรกิจ (รวมถึง China Town! – มีเสียงเล่าลือกันว่าชาวบ้านแถวนี้ไม่ชอบคนจีนเท่าไหร่นัก เพราะเข้ามาแบบไม่ได้รับเชิญ คือช่วงที่รัฐบาลสโลโบดานมิโลเซวิชครองอำนาจ รัฐบาลจีนเป็นมิตรเพียงประเทศเดียวที่เหลือ ส่วนประเทศฝรั่งทั้งหลายพากันคว่ำบาตรเซอร์เบีย เพราะเที่ยวทำตัวเกะกะระราน ก่อสงครามไปทั่วคาบสมุทรบาลข่าน) ถึงเบลเกรดเก่า (Stari Beograd) รถยังขวักไขว่ไม่เป็นระเรียบเหมือนที่กรุงเทพฯ ช่วงห้าโมงเย็นอย่าได้หวังว่าได้เดินทางคล่องว่องไว เพราะรถติดบานตะไท ส่วนที่แทกซี่ก็ขับรถได้ศิวิไลซ์คล้ายแทกซี่บ้านเรา (แต่ทักษะการปาดของแทกซี่บ้านเราเหนือชั้นกว่ามาก) พี่นึกอย่างกลับรถก็กลับมันตรงนั้นเลย หรือว่าถ้าเจอเพื่อนแทกซี่ข้างๆ ก็หยุดรถคุยกันซะงั้น&lt;br /&gt;คุยกับคนขับแทกซี่เพลิน (ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าคุยกันรู้เรื่อง) ซักพักก็มาถึงอพาร์ทเมนต์ที่ติดต่อขอเช่าไว้ พอรถจอดปั๊ป ไอ้เราก็มองหามิตเตอร์ แต่ก็แอบมองโลกในแง่ดีว่า นี่อาจเป็นบริการจากบริษัทนายหน้าหาบ้านที่เราติดต่อไป (เพราะเค้าเสนอเองว่าจะให้คนขับรถมารับ) แต่เวรกรรมย่อมตามทันพวกมองโลกในแง่ดีเกินเหตุ เพราะพี่แทกซี่เอื้อมมือมาหยิบหมวกข้างอิชั้น ที่ดูเหมือนครอบอะไรอยู่ไว้ออก...ทะด้า!!! มิตเตอร์อยู่นั่น ล่อกรูเข้าไป 20 ยูโร... อยากจะร้องไห้ แต่ต้องฝืนยิ้ม เพราะเดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้จะจับรังสีความโก๊ะกังของประชากรชาวไทยได้&lt;br /&gt;โชคที่เอเยนท์ที่มารับเราหน้าอพาร์ทเมนต์หน้าตาดี – ถือเป็นประชากรเซิร์บชายหน้าตาดีคนแรกที่เราเคยเห็นมา – ช่วยผ่อนอาการช็อคค่ารถแทกซี่ไปได้หน่อย&lt;br /&gt;ที่อยู่ใหม่ถูกชะตากันดี เจ้าของเดิมหน้ารัก แม้ว่าเจ๊แกจะอึ้งเล็กน้อยเมื่อเราบอกว่าเราไม่มีเงินสดจ่ายค่าบ้านทั้งสามเดือนครึ่ง (1,400 ยูโร) พอในวันที่มาถึง แหม..เจ๊คะใครมันจะพกเงินสดขึ้นเครื่องบินเดินทางข้ามทวีปมาเป็นหมื่นๆ &lt;br /&gt;หลังจากคุยนู้นนี่กันเรียบร้อย (ขอเน้นว่าคุยกันเยอะจริงๆ โดยเฉพาะกับเอเยนต์คนนั้น...ฮุฮุ) อิชั้นก็ได้อพาร์ทเมนต์อันแสนน่ารักมาครอบครองเป็นเวลาสามเดือนครึ่ง อพาร์ทเมนต์ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก ข้างหลังเป็นที่ทำการรัฐบาล ข้างๆ เป็นกระทรวงสารสนเทศ เดินออกไปหน่อยเป็นตึกกระทรวงกลาโหมเก่าที่โดนนาโต้ถล่มเมื่อปี 1998 (กรณีโคโซโว – จะพูดถึงตึกนี้อีกครั้งเมื่อโอกาสอำนวย เป็นปริศนาที่ทุกวันนี้เรายังไม่ได้คำตอบชัดๆ จากชาวบ้านแถวนี้ว่าทำไมรัฐบาลเค้าไม่ยอมทุกซากตึกทิ้งแล้วสร้างของใหม่ทับ...ตึกที่โดนระเบิดถล่มยับเยินเลยตั้งหรากลางเมืองเหมือนเป็นจุดชักภาพของนักท่องเที่ยวอีกจุดหนี่งในเบลเกรด) เดินออกไปถนนอีกเส้นเป็นทางลัดเข้าเมือง โดยผ่าน “ย่านประตูน้ำ” คือเป็นย่านไอทีของที่นี่ จะไปทะลุออกโรงเรมมอสโคว ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ของที่นี่ (ชอคโกแลตร้อนและเค้กอร่อยมาก ขอบอก) พอออกจากซอยโรงแรมมอสโควก็เป็นย่านใจกลางเมือง เดินไปทางขวาอีกนิดก็จะถึงถนนคนเดินชื่อว่า “คเนซ มิไคโลวา” (“Knez Mihajlova”) ถนนสายนี้เต็มไปด้วยร้านรวงแบรนด์เนมต่างๆ ผู้คนก็ชอบมาเดินวินโดว์ชอปปิ้งกันแถวนี้ (แต่ไม่มีเงินซื้อเหมือนผู้เขียน ว่ากันว่าเศรษฐกิจเซอร์เบียร์ยังไม่ฟื้นตัวจากสงครามเท่าไหร่นัก ทั้งที่ผ่านมากว่าทศวรรษแล้ว ผู้คนมีเงินเดือนเฉลี่ย 300 ยูโรต่อเดือน หรือประมาณหมื่นสี่พันบาท แต่ข้าวของแถวนี้แพงกว่าแถวบ้านเรามากอยู่) ร้านรวงเหล่านี้ดูดีแต่ไม่มีประโยชน์ วันรุ่งขึ้นเราพยายามหาซื้อของเข้าบ้าน ของจำเป็นที่ผู้คนต้องใช้ไม่ปรากฏแถวนี้เลย&lt;br /&gt;แต่ถ้าไม่มองจากมุมพวก “ประโยชน์นิยม” ร้านรวงเหล่านี้ก็เป็นแกดเจตให้กับถนนคนเดินคเนซ มิไคโลวาได้อย่างดี เพราะเป็นถนนคนเดินไง เลยต้องมีร้านเอาไว้ให้คนมอง คือมองได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีปัจจัยซื้อ พอคนเดินไปมองไป การเดินก็ช้าลง เวลา ณ ถนนคนเดินเลยช้าลงไปด้วย กิจกรรมต่างๆ เพื่อการบริโภคทางจักษุจึงเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นการขายงานศิลปะแบกะดิน ศิลปินร้องรำทำเพลงกลางถนน หนุ่มสาวเดินชำเลืองหาคู่ (และกิ๊ก) กัน ร้านกาแฟที่ผุดขึ้นตามมุมถนนเต็มไปด้วยผู้คน บางคนกินกาแฟแก้วเดียว แต่นั่งเม้ากับเพื่อนอยู่สองชั่วยาม ฯลฯ&lt;br /&gt;นอกจากร้านรวงและกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลินบนถนนแล้ว คเนซ มิไคโลวายังเป็นที่ตั้งของบางคณะของมหาวิทยาลัยเบลเกรด คณะที่สำคัญและมีบทบาททางการเมืองเรื่อยมาอย่างคณะปรัชญา คณะภาษาศาสตร์ คณะการละคร และคณะวิศวกรรมและเครื่องกลศาสตร์ ก็ตั้งอยู่บนถนนคนเดินเส้นนี้ด้วย นับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี Josip Broz Tito ยังครองอำนาจ และยูโกสลาเวียยังเป็นรวมเป็นหนึ่งภายใต้ระบอบสังคมนิยม นักศึกษารวมตัวกันประท้วงในปี 1968 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของนักศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างชนชั้นนำ (รวมถึงชนชั้นกลางซึ่งกำลังเติบโตในขณะนั้น) และชนชั้นแรงงาน เมื่อยูโกสลาเวียแยกออกเป็นประเทศต่างๆ เช่น สโลวีเนีย โครเอเชีย บอสเนีย-เฮอเซโกวีนา (ล่าสุดคือโคโซโว) และเซอร์เบีย (ซึ่งเหลือหัวเดียวกระเทียมลีบ และกลายเป็นประเทศ “แลนด์ล็อค” – ไม่ติดทะเล – โดยอัตโนมัติ) ตกอยู่ในท่านหมอกของชาตินิยมแบบสุดขั้ว ขณะที่รัฐบาลอำนาจนิยมภายใต้การนำของสโลโบดานมิโลเซวิช โหนกระแสชาตินิยมเพื่อสร้างฐานอำนาจให้ตัวเอง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเบลเกรดก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงทศวรรษ 1990 ไล่ตั้งแต่การประท้วงต่อต้านสงครามซึ่งเริ่มต้นในโครเอเวียปี 1990 ในบอสเนีย-เฮอเซโกวีนา ปี 1992-4 รวมถึงการประท้วงมาราธอนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 1996 ถึงปลายเดือนมีนาคมปี 1997 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล (และศาลสูงสุด) ยอมรับผลการเลือกตั้งระดับภูมิภาคที่พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยขนะอย่างขาดลอย ขบวนการโค่นล้มรัฐบาลด้วยปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่ทำให้ “ระบอบมิโลเซวิช” ล่มสลายอย่างไม่เป็นท่าก็เป็นพัฒนาการของขบวนการนักศึกษาเช่นกัน&lt;br /&gt;คเนซ มิไคโลว่าพาคนเดินเท้าทั้งหลายมุ่งตรงไปยังอุทยานประวัติศาสตร์ “คเลเมกดาน” (Kalemegdan) อันที่จริงคเลเมกดานเป็นทั้งสวนสาธารณะที่ชาวบ้านแถวนี้มาเดินชิวเอาท์ยามเช้าและเย็น พวกที่ไม่เดินก็นั่งเล่นหมากรุกกันไป (อย่าแปลกใจเชียวถ้าเดินไปไหนมาไหนแถวนี้แล้วจะเห็นคนเล่นหมากรุกกันอย่างตั้งอกตั้งใจ...ตั้งใจกว่าทำมาหากินอีก) หรือสมาคมอาม่าอากงทั้งหลายก็มารวมตัวกันเต้นรำ ปีที่แล้วที่เรามา ไปยืนถ่ายรูปเค้า เค้าเลยชวนเราเข้าไปร่วมวงเต้นรำด้วย...ไอเราก็เกือบแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วยการเอารำวงเข้าไปแจมแล้ว... บางพื้นที่ของอุทยานก็อุทิศให้กับนิทรรศการภาพถ่าย บางส่วนก็จัดเป็นพื้นที่นิทรรศการอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะหากไม่นับประวัติศาสตร์สงครามหลายระลอกของดินแดนแห่งนี้ อุทธยานประวัติศาสตร์คเลเมกดานอันที่จริงเป็นป้อมปราการป้องกันเมืองเบลเกรดจากการรุนรานทางนาวาจากกองทัพต่างชาติ ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นรูปปั้นชาย (ตัวเขียว...สถานที่ประวัติศาสตร์ที่นี่ทุกที่เป็นสีเขียว...เออ ทำไมหว่า) สูงใหญ่ ยืนไพล่ขา เรือนร่างเปลือยป่าว พร้อมเอานิ้วขี้ไปข้างหน้า ก็ไม่รู้ว่าตั้งใจให้รูปปั้นออกอีโรติก หรือที่ออตโตมัน (เตริ์ก) ยึดครองดินแดนในช่วงศตวรรษที่สิบสามถึงสิบหก ยึดผ้าผ่อนคนแถวนี้ไปด้วย??? เป็นปริศนาอีกข้อที่ชาวไทยจีนอย่างเราต้องทำความเข้าใจประวัติศาสตร์พี่เซริ์บต่อไป &lt;br /&gt;สิ่งที่งดงามที่สุดของคเลเมกดานสำหรับเราคือ ทำเลที่ตั้งซึ่งทำให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นประจักษ์พยานแห่งการบรรจบกันของแม่น้ำซาลวา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของเซอร์เบียและแม่น้ำดานูบ ซึ่งเดินทางยาวไกลมาตั้งแต่ทวีปแอฟริกามาหาทวีปยุโรป มนุษย์หน้าไหนที่ได้ยืนเผชิญหน้ากับจุดบรรจบของแม่น้ำทั้งสองแล้วไม่รู้สึกว่ากำลังถูกประวัติศาตร์ซัดสาดให้กลับไปยุคกลางยุโรปอาจถือได้ว่าต่อมประวัติศาสตร์บกพร่อง ไม่เช่นนั้นก็อุดตัน&lt;br /&gt;ถ้าเดินทะลุคเลเมกดานออกไปทางซ้าย ทะลุซอกเล็กซอกน้อย ซึ่งมีเต็มไปหมดในเบลเกรด (ว่ากันว่าผังเมืองในยุโรปส่วนใหญ่เป็นแบบนี้คือซอกเล็กซอยน้อยทะลุถึงกันไปหมด) ก็จะเจอสะพานบรังโก (Branko) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองสะพานหลักที่ทอดตัวเชื่อมสองฝั่งของแม่น้ำซาวา (อีกสะพานหนึ่งคือ “สตาริ ซาฟสกิ”) เพื่อให้ผู้คนจากเมืองเบลเกรดเก่าและใหม่ได้เดินทางหากันได้ ถ้าจะเดินกลับแหล่งพำนักใหม่ของเราก็ต้องเดินสวนทางกับสะพานบรังโก โดยพาคตัวเองให้ผ่านท่า ขสมก.ของเบลเกรด จากนั้นเดินลงไปที่ถนคายลิซ นาตาเลีย (Kaljice Natalije)  เพื่อให้เจอสีแยกร้านสีแดง (คือมันเป็นสี่แยกที่มีแต่ร้านทาสีแดงเต็มไปหมด) แล้วจะเห็นถนนบาลข่านสกา (Balkanska) ซึ่งชันมาก ผู้คนแถวนี้เล่าว่าถนนบาลข่านสกาเป็นถนนที่เก่าแก่ที่สุดของเบลเกรดเส้นหนึ่ง มีกองทัพต่างชาติที่เคยเข้ามายึดเมืองแห่งนี้มาพำนักอาศัย ที่ชื่อว่า “บาลข่านสกา” ก็เพราะว่าชุมชนเตริ์กเคยตั้งรกราอยู่แถวนี้ช่วงที่ยึดครองเบลเกรดในศตวรรษที่สิบสามถึงสิบหก ความเก่าแก่ของถนนสังเกตได้จากพื้นถนนทำจากวัสดุหินวางเรียงรายเป็นก้อนๆ (ถนนบางเส้นในเมืองเก่าแก่ในยุโรปมักมีลักษณะเช่นนี้ รวมถึงฟุตบาทบางที่ในเมลเบริ์น ออสเตรเลีย) เวลาเดินผ่านถนนเส้นนี้ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นร้านรวงท้องถิ่นจำนวนมาก เช่นร้านทำหมวก ร้านทำรองเท้า ร้านเบเกอรี่ (pekara) และคาเฟ่ (kaffa - ซึ่งเป็นทั้งร้านขายกาแฟและขายเครื่องดืมแอลกอฮอล์...ต่างจาก “คาเฟ่” ในความเข้าใจของบ้านเรา ซึ่งมีนัยถึงแหล่งซ่องสุมแห่งเมรัยและนารี... วันหลังจะเล่าให้ฟังถึงวัฒนธรรมคาเฟ่ของคนแถวนี้ให้ฟังอีกที)  เวลาเดินลงถนนสนุกมาก เพราะได้ดูร้านเก่าๆ แต่เวลาขึ้นไม่สนุกเท่าไหร่ เพราะเหมือนเดินขึ้นภูสอยดาว (ตอนแรกว่าจะเปรียบกับภูกระดึง แต่ไม่เคยไปภูกระดึง เปรียบกับภูสอยดาวไปแล้วกัน) อย่าพยายามใส่ส้นสูงเดินขึ้นถนนเส้นนี้เชียว หรือถ้าใส่ ต้องไปฝึกใส่ส้นสูงปีนเขามาให้ชำนาญเหมือนสาวๆ แถวนี้ก่อน พอเดินสุดถนนบาลข่านสกา ก็เจอสี่แยก ถนนที่ตัดแยกคืออัดมิราลา เกปราตา เดินไปทางซ้ายถึงตึกเบอร์หกก็อพาร์ทเมนต์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-2068799649827460176?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/2068799649827460176/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2012/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/2068799649827460176'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/2068799649827460176'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2012/02/blog-post.html' title='เซอร์เบีย...ไม่ใช่ไซบีเรีย'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-4505555821198762681</id><published>2009-08-25T05:03:00.000-07:00</published><updated>2009-08-25T05:34:23.361-07:00</updated><title type='text'>Last words for P, our dear friend</title><content type='html'>I feel obligated to write something about our beloved friend who recently passed away, P. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I feel the need to write something about him although my head is actually blank. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Maybe, this is what death left for you: the void.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I was completely shocked by the news of his death. No, I’m not that close with him, and yet, I must admit, he’s a good friend and will always be. Perhaps, I was shocked because his death reminds me of how we take lives for granted. Because we are young (more or less), we don’t really expect the arrival of death. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Possibly, this is a result of someone’s death: you’re somehow bitterly enlightened that nothing can be taken for granted. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I remember P the best in our freshmen year at Rangsit campus. There were times me, Tung, Pim, Chu, Some, P, and Nest dined together. There were moments we enthusiastically participated in some silly freshmen year activities. And of course, I always had a fight with P, verbally and physically (well, as you guys know me, he’s not the only male friend I had a fight with…). &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I remember there were times I had an emotional breakdown and P was there. He did nothing, but expressing his weird consoling words or just wandering around, feeling awkward not knowing what to do. Yet, I appreciated him for that. I remember him for that moment.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;P had his own way to communicate with friends and frequently showing his weird gestures. These always made me feel a little strange when talking to him. Nevertheless, because of his honesty, I can’t deny the fact that he’s one of our dearest friends. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;After learning about his death, I discovered that I had a picture of the graduation day that I took with him. The picture probably popped up in my computer screen so many times before, but I’d never made an effort to notice it until he passed away. Seeing the picture gave me some bizarre feelings. I couldn’t cry for his forever departure, and yet, it’s hard not to be emotionally overwhelmed. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Life is a paradox. Everyone knows death comes sooner or later. However, when it really comes, you struggle to deal with it. Buddhism routinely teaches you about detachment. Nonetheless, when someone in your circle is eternally gone, you have a hard time coping with it. As an activist working in a conflict area where lives are taken daily, you believe death is, but the Truth. Still, when it comes to someone you know, you lie to yourself such a truth is not true. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Probably, this is what death reveals to you: paradox.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-4505555821198762681?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/4505555821198762681/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/last-words-for-p-our-dear-friend.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/4505555821198762681'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/4505555821198762681'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/last-words-for-p-our-dear-friend.html' title='Last words for P, our dear friend'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-6976949858993658924</id><published>2009-08-23T05:22:00.000-07:00</published><updated>2009-08-23T05:23:33.812-07:00</updated><title type='text'>Peace activists and some dilemmas with ethnography</title><content type='html'>There are huge dilemmas of peace activists trying to be ethnographers, especially when you investigate the issue of violence. Well, if you are a normal social scientist researcher, you might find a usual dilemma. For instance, you don’t agree with the ‘ethical stance’ of your informants, but seriously nothing much you can’t do because you want their information and insights. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;However, more dilemmas are created when you are a peace activist at the same as a wanna-be  ethnographer. But what is it this ethnography thing?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Ethnography is a research methodology widely used among anthropologists and was invented during the time of British colonisation. Initially, ethnographers who were deployed in unknown (and uncivilised) areas, were assigned to take basic notes about the indigenous and their cultures, and to report back to their countries. Then, as you can imagine, these basic notes were pretty much used to support the wiping out of the indigenous. The methodology subsided for a while after the decolonisation period, but it revived and gained popularity among American anthropologists.  &lt;br /&gt;From this point on, fundamental tasks of ethnographers are not only to observe and write something called ‘field notes.’ But they are to be ‘neutral’, to be locals, to be something else but not themselves when they are in the ‘field’ (which is different from rice fields, but there are times ethnographers like to do their jobs in the rice fields). Basically, in order to get to the gist of cultures of their studied subjects, they have to see from the locals’ point of view. Ethnographers have to understand not only practices of the locals, but meanings of their practices. Why are they doing so? What is/are their rationality/ties? What is their cosmology? In a nutshell, this is what Clifford Geertz called ‘thick description.’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I’ve never defined myself as an ethnographer although I realise how much I like to observe people in different cultures and am eager to know what they make sense out of their actions. As a matter of fact, I have done sneaky observations for a long while before I knew it was termed ethnography. When I became a researcher myself, this ethnography thing is somehow my main method of ‘knowing’ people living in the zones of the unfamiliar. I thought I could just use the method, but would never immerse myself in it, or let it suck me it. Well, someone must have been right when he said, “When you use the tool, it also uses you.” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; I was a researcher for a project which investigates the issue of firearms proliferation and arming civilians in the Deep South of Thailand. No one assigned me to do the ethnography research, but I was curious about activities of some armed militia groups, so much that I accepted their invitation to visit their bases and to witness some activities. It was the most inconvenient situation in my life. I felt like I was involved in some illegal business although it was literally not. I wanted to know about them as much as I could. Yet, at the same time, I totally disagreed with their thoughts, their solutions to the problems, and their activities. I wanted them to trust me, so that I could get more information. Hence, I ‘pretended’ to agree with them. Nevertheless, I was crying in my heart because what they explained to me just revealed some scary scenarios of what Southern Thailand conflict was heading to. Given that, I had to maintain my smile, my nod, and my manners. I felt like shit as if I was cheating somebody; however, I held on to the hope that my work would expose destructive impacts of what they think are appropriate.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;It was a suffering moment, indeed. I’ve never thought of myself as a moral person. But with this research and with the method I used, I realised there is something inside telling me that I’m a crappy ethnographer. Why? In such a situation, I was trying to understand why they did so. It was the attempt to get an insight into the unknown world. But at some point, I felt I had enough. I relatively understood them. However, I couldn’t sit there without any judgment. And just for your record, judging the locals is something a decent ethnographer shouldn’t do. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Given all my understanding to the victimsation of these people, I can’t make myself to agree with them, or even if I’m allowed to disagree, I can’t stand myself not judging that their actions are wrong. In the research that entails issues of peace, conflict, violence and nonviolence, if I have to choose between being a peace activist or an ethnographer who prepares herself to become one of the locals in order to get the most insightful analysis, I’d rather be a peace activist. At least, it reminds me of the boundary between action and inaction. At least, it enables me to say that some cultures are wrong and they have to be changed. At least, it permits me to be less culturally relativist.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-6976949858993658924?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/6976949858993658924/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/peace-activists-and-some-dilemmas-with.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/6976949858993658924'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/6976949858993658924'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/peace-activists-and-some-dilemmas-with.html' title='Peace activists and some dilemmas with ethnography'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-6447865733101457797</id><published>2009-08-20T17:10:00.000-07:00</published><updated>2009-08-20T17:12:48.898-07:00</updated><title type='text'>พลังประชาชนในบริบทการรัฐประหาร 19 ก.ย.? (People Power in the 19 Sept. Coup E'tat), published in Manager Newspaper in 2006</title><content type='html'>พลังประชาชนในบริบทการรัฐประหาร 19 ก.ย.?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; คณะปฏิรูปในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้เหตุผลในการก่อรัฐประหารว่า &lt;br /&gt;1. การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการณ์ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย&lt;br /&gt;2. การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ และเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องอย่างกว้างขวาง &lt;br /&gt;3. อีกทั้ง มีพฤติกรรมแทรกแซงอำนาจขององค์กรอิสระ จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ หรือแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติให้ลุล่วงไปได้...&lt;br /&gt;4. รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองบางโอกาส ยังหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นต่อพระบรมเดชานุ ภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนชาวไทย... &lt;br /&gt;(มติชน, 21 ก.ย. 2549)              &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บนฐานการให้เหตุผลนี้ ประชาชน “ส่วนใหญ่” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเทเสียงให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อย่างท่วมท้นจนได้เป็นนายกฯถึงสองสมัย กลับพยักหน้าเห็นด้วย ตลอดจนยินดีปรีดากับการเปลี่ยนนายกฯ ด้วยวิธีการอัน “ไม่ประชาธิปไตย” (หรืออันที่จริงอาจจะเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ?) น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะคิดเล่นๆว่า หากรัฐประหารครั้งนี้เกิดเมื่อปลายปีที่แล้ว หรือต้นปีนี้ขณะที่ความรักระหว่างคนไทย รวมถึงกลุ่มชนชั้นนำต่างๆ กับท่าน(อดีต)นายกฯ ยังหวานชื่นอยู่บ้าง  การแห่แหนชื่นชมรัฐประหารอาจกลายเป็นอื่น? &lt;br /&gt;ภายใต้เหตุผลชุดเดียวกันนี้ ภาคประชาชนได้ต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ตลอดช่วงครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา (หรือบางกลุ่มอาจนานกว่านั้น) แม้จะมีข้อโต้แย้งว่า คนกลุ่มนี้เป็นเพียงชนชั้นกลาง มาประท้วงแก้เหงาดีกว่านั่งเกาพุงอยู่บ้าน หรือกระทั่งถูกชักจูงโดยศัตรูทางการเมืองของท่าน(อดีต)นายกฯก็ตาม แต่ยากจะปฏิเสธได้ว่าคนเรือนแสนบนท้องถนนเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลอดจนการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ 2 เมษายน ที่ปรากฏคะแนนโนโหวตถึง 9.8 ล้านเสียง และบัตรเสียอีก 3.8 ล้านใบ (นงนุช สิงหเดชะ, “พลังอารยะขัดขืน”, มติชน, 12 เม.ย. 2549) ทั้งยังไม่ต้องเอ่ยถึงปฏิบัติการสันติวิธีต่างๆที่หลายฝ่ายใช้ สามารถงัดอำนาจรัฐบาลและพวกพ้องได้อย่างมหาศาล  ทั้งยังถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจสันติวิธี รวมถึงผู้ที่เห็นว่าสันติวิธีไร้น้ำยา&lt;br /&gt;ตารางต่อไปนี้แสดงข้อมูลการใช้สันติวิธีเพื่อกดดันให้ (อดีต)นายกฯทักษิณลาออก ซึ่งผู้เขียนเก็บรวบรวมในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2549 เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภท ปฏิบัติการสันติวิธี&lt;br /&gt;1. โน้มน้าว/ชักจูง (Persuasion) &lt;br /&gt;1.1 คำประกาศอย่างเป็นทางการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.2  สื่อสารกับสังคมในวงกว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.3 ชุมนุมในที่สาธารณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.4 เดินขบวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.5 ปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.6 ละคร/ ดนตรี/ ตลกหรือกิจกรรมเสียดสี - การยื่นหนังสือ และคู่มือการชุมนุมต่อตำรวจ&lt;br /&gt;- การออกแถลงการณ์ให้ลาออก&lt;br /&gt;- การอ่านคำประกาศไล่&lt;br /&gt;- การยื่นจดหมายแก่สถานทูตสิงคโปร์และคุณหญิงพจมาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การแจกคู่มือการชุมนุม&lt;br /&gt;- การแจกคู่มือคว่ำบาตรสินค้าสิงคโปร์&lt;br /&gt;- การถ่ายทอดสดการชุมนุมประท้วงนายกฯ &lt;br /&gt;- การติดป้ายตามสถานที่สาธารณะ&lt;br /&gt;- การจัดเวทีสัมมนาทางวิชาการ&lt;br /&gt;- การแจกใบปลิว&lt;br /&gt;- การเทศน์&lt;br /&gt;- การรณรงค์ “งดออกเสีย” ในการเลือกตั้ง 2 เมษา&lt;br /&gt;- การใช้วลี “ทักษิณ-ออกไป” ตลอดการชุมนุมและเดินขบวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 4 ก.พ., 26 ก.พ., และ 14-15 มี.ค. 2549&lt;br /&gt;- การชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานและหน้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากวันที่ 15 มี.ค. 2549&lt;br /&gt;- การชุมนุมย่อยตามที่ต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถานที่ซึ่งเป็น ผลประโยชน์ของตระกูลชินวัตร และตามจังหวัดต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การเดินขบวนมายังท้องสนามหลวง&lt;br /&gt;- การเดินขบวนประท้วงไปยังกระทรวงแรงงานและทำเนียบรัฐบาล&lt;br /&gt;- การเดินขบวนจากสนามหลวงมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อปักหลักชุมนุมประท้วง&lt;br /&gt;-การเดินขบวนจากทำเนียบรัฐบาลไปยังห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน สยามแสควร์ และดิเอ็มโพเรียม&lt;br /&gt;- การใช้วลี “ทักษิณ-ออกไป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การเผาโลงศพ และหุ่นจำลอง&lt;br /&gt;- การวางพวงหรีดแสดงความไม่พอใจ&lt;br /&gt;- การตั้งศาลจำลอง หรือ “ศาลประชาชน”&lt;br /&gt;- การผลิตและใช้ธง หมวก ผ้าโพกศีรษะ เข็มกลัดและเสื้อ ที่มีข้อความขับไล่ ล้อเลียน หรือเสียดสีนายกฯ และรัฐบาล&lt;br /&gt;- นำโคที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยเทียม ประดับตกแต่งดัวยป้ายขับไล่ &lt;br /&gt;- การแต่งชุดดำไปทำงาน&lt;br /&gt;- การสวดมนต์แผ่เมตตา&lt;br /&gt;- การเปิดไฟหน้ารถยนต์&lt;br /&gt;- การวาดภาพล้อเลียนนายกฯ&lt;br /&gt;- มอบดอกไม้แก่เจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การออกข้อสอบ “ล้อการเมือง” ที่เสียดสีกรณีการทุจริตของพ.ต.ท. ครอบครัว และพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;- การแสดงดนตรีและ “งิ้วล้อการเมือง”&lt;br /&gt;- การแสดงตลกล้อเลียนการเมือง&lt;br /&gt;- การจัดทำพจนานุกรมเรียบเรียงและให้ความหมายศัพท์ที่ใช้ล้อเลียนเสียดสี&lt;br /&gt;- การจัดมวยจำลอง&lt;br /&gt;2.  การไม่ให้ความร่วมมือ&lt;br /&gt;(Non-cooperation)   - การล่ารายชื่อถอดถอน&lt;br /&gt;- การคว่ำบาตรการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;- สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจขู่หยุดงานและขู่ลาออก&lt;br /&gt;- การคว่ำบาตรสินค้าสิงคโปร์ และสินค้าในธุรกิจของกลุ่มชินฯ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องการนักการเมืองในพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;-สหภาพแรงงานการบินไทยเสนอให้พนักงานใช้เทคนิคลาป่วย / อ้างว่าเครื่องบินเสียไม่สามารถให้บริการ หรือทำให้เครื่องบินออกช้ากว่ากำหนด&lt;br /&gt;3. การแทรกแซงโดยตรง &lt;br /&gt;(Direct Intervention) - การนั่งประท้วงเจ้าหน้าที่บนถนน เนื่องจากถูกกักระหว่างการเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อสบทบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&lt;br /&gt;- การใช้เส้นทางถนนบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อชุมนุมประท้วง ทำให้ถนนเส้นดังกล่าวถูกปิดไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;หมายเหตุ: ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์มติชน และเดลินิวส์&lt;br /&gt;การแบ่งประเภทสันติวิธีอ้างอิงจาก ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และคมสัน หุตะแพทย์ (แปล), ไพศาล วงศ์วรสิทธิ์ (บรรณาธิการ), ยีน ชาร์ป (เขียน), อำนาจและยุทธวิธีไร้ความรุนแรง (กรุงเพทฯ: โกมลคีมทอง, 2529)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจริงดังที่หลายคนแอบกระซิบกันว่ารัฐประหาร หรือ “การปฏิรูปการเมือง” ครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ เกิดขึ้นโดยชนชั้นนำ และดังนั้นเป็นเรื่องของชนชั้นนำ กระนั้น การเห็นว่าสาเหตุนี้เป็นสาเหตุเดียวที่อำนวยให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้ท่ามกลางความปีติยินดีของผู้คนได้ ก็เป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก &lt;br /&gt;เพราะนั่นเป็นอาการหลงลืม เข้าขั้นความจำเสื่อม ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานเท่าใด ประชาชนคนธรรมดา (ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นลอยฟ้า ชั้นกลาง ชั้นล่าง หรือชั้นใต้ดิน) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการถอนความชอบธรรมของรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และเมื่อการเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ความชอบธรรมดังกล่าวก็ถูกถ่ายโอนไปยังคณะปฏิรูปฯ พร้อมดอกไม้ อาหาร และการกลายเป็นดาราของทหารผู้ประจำการอยู่ตามจุดต่างๆ&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ข้อมูลข้างต้นน่าจะทำให้เห็นว่าหากกิจกรรมเหล่านี้ดำเนินต่อไปจนเสียงซึ่งไม่เห็นด้วย คัดค้าน ต่อต้านกับพฤติกรรมและ/หรือนโยบายของ(อดีต) นายกฯทักษิณ พวกพ้อง และพรรคไทยรักไทย ดังขึ้นเรื่อยๆ ความนิยมอันเป็นฐานความชอบธรรมของ(อดีต)ผู้นำท่านนี้ย่อมลดลงเป็นอัตราผกผัน นั่นหมายความว่า ท่าน(อดีต)นายกฯ อาจระเห็จออกจากตำแหน่งได้ด้วยน้ำมือประชาชน หรือมิเช่นนั้นก็อยู่ในตำแหน่งด้วยอาการกระอักกระอ่วน เนื่องจากถูกตรวจสอบจากผู้คนในสังคมอย่างเข้มงวด (โปรดพิจารณา ผาสุก พงษ์ไพจิตร, “สมมุติว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ได้เกิดขึ้น”, มติชน, 29 ก.ย. 2549, หน้า 6)&lt;br /&gt;แต่แล้ว กระบอกปืนกับรถถังก็หยิบยื่นแกมบังคับทางเลือกทางการเมืองใหม่ให้เพียงชั่วข้ามคืน ขณะที่คนไทย มิเพียงไม่ต่อต้านขัดขืนใดๆ กลับเห็นว่าหนทางนี้ช่วยตัดตอนปัญหาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เพราะอย่างน้อยความแตกแยกในบ้านเมืองก็ถูกระงับลง(ชั่วคราว) และ(หวังว่า)อะไรๆในอนาคตจะดีขึ้นเอง ทว่าการเห็นดีเห็นงามเช่นนี้ เท่ากับสังคมไทยได้ปฏิเสธโอกาสในการเรียนรู้ว่าตนมีพละกำลังงัดง้างอำนาจทรราชย์เพียงไร... หรือบางทีวิ่งหลบหลังฮีโร่ แล้วร้องไชโยเมื่อก๊อตซิล่าตายอาจง่ายกว่า? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จันจิรา สมบัติพูนศิริ&lt;br /&gt;      ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ&lt;br /&gt;     มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-6447865733101457797?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/6447865733101457797/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/19-people-power-in-19-sept-coup-etat.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/6447865733101457797'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/6447865733101457797'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/19-people-power-in-19-sept-coup-etat.html' title='พลังประชาชนในบริบทการรัฐประหาร 19 ก.ย.? (People Power in the 19 Sept. Coup E&apos;tat), published in Manager Newspaper in 2006'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-3632856222615989004</id><published>2009-08-20T17:09:00.001-07:00</published><updated>2009-08-20T17:09:59.168-07:00</updated><title type='text'>ความเคยชินและน้ำตา (Tears and Getting Used to It), published in Matichon Newspaper in 2004</title><content type='html'>ความเคยชินและน้ำตา&lt;br /&gt;          “ระเบิดหน่ะเหรอ...ชินซะแล้ว มันเกิดขึ้นทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ  วันไหนไม่มีนี่สิผิดปกติ”&lt;br /&gt;       “ถามว่ากลัวมั้ย...มันชินมากกว่า ถ้ามัวแต่กลัวก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                   ในช่วงเวลานี้ หากใครสักคนเริ่มต้นทักทายผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ด้วยคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง  คำตอบที่ได้ถ้าไม่ใช่ประโยคข้างต้นก็ใกล้เคียง...ผู้เขียนได้ยินท่วงถ้อยแห่งความเคยชินนี้เป็นครั้งแรกในวงสนทนาตามประสาผู้หญิง หลังการรับประทานอาหารกลางวันในงานสัมมนา “สานใจ ห่วงใยครอบครัว และชุมชนใต้”   กระนั้น บทสนทนาเนื่องด้วยความเคยชินจากเหตุรุนแรงดังกล่าว มิได้เจือปนด้วยน้ำเสียงโศกสลดแต่ย่างใด ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นตลกขำขัน ซึ่งช่วยย่อยอาหารกลางวันมื้ออร่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป...ใช่ มันอาจตลก แต่ก็เป็น “ตลกร้ายที่น่าเศร้า”...&lt;br /&gt;                    ลองคิดดูเล่นๆว่า  ตอนเด็ก เราต้องใช้เวลาเรียนรู้ในการแปรงฟันและปฏิบัติเป็นประจำ นานเท่าใดกว่าจะกลายมาเป็นความเคยชิน จนเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน  ถ้านึกไม่ออก...สำหรับคนในเมือง ลองสมมุติว่าหากต้องอยู่บ้านที่ติดถนนใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงรถรา เสียงโหวกเหวกของผู้คน ร้านค้า และเครื่องจักร...นานเท่าไหร่กว่าจะคุ้นชิน จนรู้สึกว่าหากไม่ได้ยินเสียงที่ว่านี้วันใด ก็เหมือนขาดอะไรบางอย่าง  จนถึงขั้นนอนไม่หลับก็เป็นได้...จากมุมมองของคนสามัญธรรมดา คงเข้าใจได้ไม่ยากว่า “ความเคยชิน”  ย่อมเกิดจากการกระทำ หรือถูกกระทำ ซ้ำๆ ย้ำๆ เป็นประจำ จนอาจจะถึงวันละหลายๆครั้ง  และในที่สุดสิ่งนั้นได้กลายเป็น “ความปกติ” หรือเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของชีวิต  ซึ่ง “ความปกติ” ดังกล่าวมีลักษณะเหมือน “Present Perfect” คือ เกิดขึ้นเป็นประจำตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะดำรงต่อไปในอนาคต...&lt;br /&gt;              คำถามคือ เสียงปืน ระเบิด และการข่มขู่ อันนำมาซึ่งความหวาดกลัวจนถึงความสูญเสีย เป็นสิ่งที่ “พึง” เคยชินหรือไม่?  หรือเอาเข้าจริงแล้ว มนุษย์เราแทบไม่มีทางเลือกเลยว่าจะคุ้นชินหรือไม่คุ้นชินกับสิ่งใด  ตรงกันข้ามความคุ้นชินที่บังเกิดขึ้นกลับ “shape” ตัวตนและวิถีชีวิตของเรามากกว่า...&lt;br /&gt;                 ในช่วงเวลาสั้นๆ (1-2 วัน) ที่ผู้เขียนมีโอกาสใช้ชีวิตในจังหวัดยะลาเป็นครั้งแรก...ภาพความวุ่นวายอันเกิดจากเหตุวิสัญญีรายวันที่สื่อนำเสนอนั้น ได้ถูกชะล้างและแทนที่ด้วยความสงบเรียบง่ายของวิถีชีวิตผู้คนที่นี่...ภาพในยามเย็นที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยมุ่งหน้าสู่สวนสาธารณะเพื่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ (ที่น่ารักที่สุดเห็นจะเป็นผู้หญิงมุสลิมคลุมฮิญาบเต้นแอโรบิก...) รวมถึงบ้านเมืองที่สะอาด พร้อมด้วยอากาศที่แสนสดชื่น พอๆกับรอยยิ้มและมิตรจิตมิตรใจที่ชาวบ้านละแวกนั้นมอบให้แด่ผู้เขียนซึ่งเป็นคนแปลกหน้าในพื้นที่   สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำวิถีชีวิตที่แสนปกติของผู้คนที่นี่... &lt;br /&gt;           อย่างไรก็ดี “ความปกติ” ที่ว่านี่ ต่างจาก “ความเคยชิน” ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องเพราะภายใต้ความชาชินต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพื้นที่ ยังมีเรื่องเล่าและเสียงร้องเบาๆจากผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ที่ถูกกระสุนปืนและความตายคร่าการดำรงชีวิตที่เคยเป็น “ปกติ”  อันส่งผลให้ ความสูญเสียและความขาดหายเข้ามาแทนที่   สิ่งเหล่านี้ที่ชาวบ้านในพื้นที่กำลังบอกกับเราว่า “เขาชิน” ...ต่อไปนี้คือเรืองราวที่กำลังจะกลายเป็นความเคยชิน&lt;br /&gt;         ...หญิงคนหนึ่งสูญเสียสามีจากการลอบยิง  โดยขณะนี้ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้  เธอกลายเป็นหม้ายและลูกเป็นกำพร้า  นอกจากนี้ สองแม่ลูกยังประสบกับภาวะ “aftershock”  กล่าวคือ สามี (ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ) มักกลับจากการออกเวรในช่วงราวๆตี2เป็นประจำ  ทำให้เธอและลูกมักสะดุ้งตื่นในช่วงเวลานี้เนื่องจากคิดว่าสามีหรือพ่อกลับมาบ้าน เธอกล่าวด้วยน้ำตาเจิ่งนองบนใบหน้าว่า... “อยากให้คนที่ทำร้ายและฆ่าสามีมารับรู้ความรู้สึก...เค้าไม่มีหัวใจหรือไง...หัวใจเค้าทำด้วยอะไร”&lt;br /&gt;       ...หญิงอีกคน สามีถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดและได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล  ทันทีที่รู้เรื่องเธอรีบตามไปโรงพยาบาล  ด้วยความหวังอันริบหรี่ ทั้งๆที่ขณะนั้นสามีของเธอได้เสียชีวิตแล้วแต่ไม่มีใครกล้าบอกเธอ  เมื่อถึงโรงพยาบาล เธอเห็นสามีนอนอยู่บนเตียง และคิดว่าเขากำลังเข้าสู่ห้วงสุดท้ายของชีวิต เธอพยายามช่วยให้สามีกล่าวบทสวดตามหลักศาสนาอิสลามก่อนสิ้นใจ เพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ไปพบพระเจ้า  แต่เธอสังเกตว่าลิ้นของผู้ที่เป็นสามีแข็งราวกับคนตาย  และทันใดนั้นเธอได้ยินเสียงวิทยุตำรวจจากเพื่อนของสามีที่ยืนอยู่ข้างๆรายงานว่าสามีของเธอได้เสียชีวิตแล้ว  หัวใจของเธอเหมือนถูกตัวขั้วเมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้แม้กระทั่งหน้าที่สุดท้ายของภรรยา... “รู้ซึ้งในคราวนี้ว่าการสูญเสียสามีเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่...แล้วต่อไปนี้เรากับลูกจะอยู่อย่างไร”  เธอถ่ายทอดเรื่องราวด้วยเสียงอันสั่นเทา&lt;br /&gt;        ...ขณะฟังเรื่องราวของหญิงทั้งสองคน เด็กชายอายุราว 12 ปี ที่นั่งอยู่ด้านหลัง ฟุบหน้าลงและร้องไห้ ในตอนแรกผู้เขียนเข้าใจว่าเด็กเป็นลูกของหญิงคนใดคนหนึ่งที่กำลังเล่าเรื่องอยู่  แต่หลังจากได้พูดคุย กลับได้พบความจริงที่น่าสะเทือนใจพอๆกันว่า พ่อของเด็กซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านถูกยิงเสียชีวิตไปเมื่อ ปี 2545  และเมื่อได้ยินเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน จึงคิดถึงพ่อขึ้นมาจับใจ รวมทั้งยังสะท้อนภาพวินาทีสุดท้ายที่ตัวเองได้เห็นขณะพ่อขณะสิ้นลม ราวกับตะกอนนอนก้นที่ถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง&lt;br /&gt;           ระหว่างที่เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอด ผู้คนในห้องต่างนั่งฟังด้วยความนิ่งเงียบ ท่ามกลางน้ำตาที่หลากหลั่งของทั้งเพื่อนในพื้นที่ 3 จังหวัด และคนต่างถิ่นจากกรุงเทพฯอย่างพวกเรา...คำถามต่อจากข้อกังขาต่อความเคยชินที่ผู้เขียนได้ตั้งไว้ข้างต้น คือ หากน้ำตาเป็นตัวแทนแห่งความเห็นอกเห็นใจ และเป็นสายใยเชื่อมโยงเรื่องราวทุกข์เศร้าของปัจเจกและผู้คนในสังคมไว้  “ความเคยชิน” กับน้ำตาย่อมเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างยิ่ง  เนื่องเพราะ หากผู้คน “ชาชิน” กับความสูญเสีย  ย่อมไม่มีอารมณ์โศกสลดใดๆ จนถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมา  อีกทั้งผู้เขียนเห็นว่า “ความเคยชิน” เป็นฆาตรกรชั้นดีที่ฆ่าความเห็นอกเห็นใจซึ่งมนุษย์พึงมีให้กันอย่างเลือดเย็น...   เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงไม่น่าเป็นไปได้ว่าผู้คนในพื้นที่จะชาชินต่อความรุนแรงที่ดำรงอย่างต่อเนื่องตลอดมา หากแต่เป็นการบดบังและกดทับความโศกเศร้าอันเกิดจากความสูญเสีย รวมถึงความเครียดและความหวาดระแวงซึ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ  และรอวันที่จะระเบิดออกมา  ผู้เขียนได้แต่ภาวนาขออย่าให้มีวันนั้นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       “ A life in which people made do, made their own, lived off the land, lived between the ground and God. It’s lost, not only to this world but also to memory”&lt;br /&gt;                                                                              -  Garrison  Keiller&lt;br /&gt;                                                                               Hog Slaughter -&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-3632856222615989004?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/3632856222615989004/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/tears-and-getting-used-to-it-published.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/3632856222615989004'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/3632856222615989004'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/tears-and-getting-used-to-it-published.html' title='ความเคยชินและน้ำตา (Tears and Getting Used to It), published in Matichon Newspaper in 2004'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-3726022074752456896</id><published>2009-08-20T17:05:00.000-07:00</published><updated>2009-08-20T17:08:49.337-07:00</updated><title type='text'>“ผู้หญิง” ในความรุนแรง และสันติภาพของสามจังหวัดภาคใต้ (Women, peace and violence in the Deep South of Thailand), published in Matichon in 2005</title><content type='html'>“ผู้หญิง” ในความรุนแรง และสันติภาพของสามจังหวัดภาคใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงบ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม ครูสาวจากจังหวัดเชียงราย จูหลิง ปงกันมูล และศิรินาฏ ถาวรสุข แห่งโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ถูกจับเป็นตัวประกันโดย “กลุ่มชาวบ้านจำนวนกว่า 100 คน ทั้งหญิงและชาย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่า” (มติชน, 21 พ.ค. 2549-เน้นโดยผู้เขียน) ทั้งนี้ คาดว่าเพื่อต่อรองให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยชาย 2 คน ที่ถูกจับกุมในคดีก่อความไม่สงบตอนเช้าวันของเดียวกัน  ต่อมา “เริ่มมีเสียงร้องออกมาจากห้องที่ครูสาวทั้งสองถูกกักขัง กลุ่มผู้หญิงได้เริ่มทำร้ายครูโดยใช้ไม้ทุบตีปะปนกับเสียงร้องไห้ของเพื่อนครูที่พยายามร้องขอชีวิตจากกลุ่มหญิงเหล่านั้น” (เพิ่งอ้าง-เน้นโดยผู้เขียน) ในที่สุดครูสาวทั้งสองได้รับการช่วยเหลือออกมาได้โดยผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ครูจูหลิงมีอาการบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากถูกท่อนไม้ทุบตามศีรษะและลำตัว ขณะนี้ร่างของครูยังคงนอนสงบนิ่ง มีเพียงเครื่องมือแพทย์ที่ยังยืนยันลมหายใจอันแผ่วเบาของเธอ&lt;br /&gt;เหตุสลดล่าสุดที่เกิดขึ้นกับครูสาวทั้งสอง โดยเฉพาะการทำร้ายครูจูหลิง ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่ผู้หญิงกลายเป็น “เหยื่อ” ของสถานการณ์ความรุนแรงที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องยืดเยื้อในสามจังหวัดภาคใต้ กระนั้นกลับเป็นเหตุการณ์แรกที่ผู้ก่อความรุนแรงถูกรับรู้ว่าเป็น “ผู้หญิง” กอปรกับในช่วงหลังมักมีข่าวหนาหูจากฝ่ายความมั่นคงว่า “กลุ่มภรรยาเครือญาติของแนวร่วมขบวนการก่อการร้ายได้รับการฝึกฝนและเข้ากระจายตัวความหมู่บ้านต่างๆในสามจังหวัดภาคใต้ เพื่อปฏิบัติก่อเหตุได้ทุกเมื่อ” (มติชน, 4 พ.ค. 2549-เน้นโดยผู้เขียน) หากข่าวเช่นนี้มีเค้ามูลความจริง ใครหลายคนอาจคิดเดาไปว่า ในเช้าอากาศดีวันหนึ่ง ผู้หญิงมุสลิมบางคนบางกลุ่มนึกอยากช่วยสามีหรือลูกชายที่เป็นผู้ก่อความไม่สงบทำงานด้วยการฝึกอาวุธและยุทธศาสตร์การสงครามต่างๆ เมื่อสำเร็จการฝึกฝนก็เกิดอยากทำร้ายชาวบ้าน เข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ขึ้นมาทันที  อย่างไรก็ดี หากเลือกพิจารณาสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ด้วยอาศัยสายตาและเรื่องเล่าของแม่และเมียผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ถูกจับกุม หรือถูกอุ้มหาย ทั้งรายวันและเหตุการณ์ใหญ่ ทั้งพุทธ มุสลิม รวมทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน  ภาพความรุนแรงซึ่งกัดกินสังคมมาเป็นเวลายาวนาน ย่อมปรากฏอย่างสลับซับซ้อน และอาจช่วยให้เข้าใจความบังเอิญอย่างจงใจที่ผู้หญิงเข้าเกี่ยวข้อง โยงใยในสายธารแห่งความรุนแรงได้มากขึ้น &lt;br /&gt; คำถามแรกที่ควรถาม แต่ไม่ใคร่ถูกถามคือ เกิดอะไรกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นแม่ ภรรยา น้องสาว ลูกสาว และเครือญาติผู้หญิงในครัวเรือนแบบขยายของมุสลิม ท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ตลอดช่วงเวลาสองปีกว่าที่ผ่านมา? คำตอบแรกที่ตรงกันคือ แม้ว่าผู้หญิงในพื้นที่จะมิได้เป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงโดยตรง (อย่างน้อยในช่วงแรก) แต่การที่ผู้ชายในบ้านเสียชีวิต  บาดเจ็บ พิการ ถูกจับกุม หรือหายไป ทำให้ “ความปกติ” ของชีวิตที่มีมาแต่เดิมนั้นถูกแทรกแซงอย่างช่วยไม่ได้ กล่าวคือ ความยากจนที่หลายครอบครัวครอบครองอยู่เดิมนั้น ได้โถมทับชีวิตที่ขาดหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำมาหากินมากขึ้น  อาทิเช่น หญิงหม้ายซึ่งมีลูกจำนวนมากต้องทำงานเลี้ยงชีพเพียงลำพัง ทั้งเพื่อค่าอาหาร ค่านมให้ลูกที่ยังเล็ก รวมถึงค่าเทอมเพื่อส่งเสียให้ลูกๆได้เรียนสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อกำลังของผู้หญิงคนเดียวไม่สามารถจุนเจือคนในครอบครัวได้ทั้งหมด ลูกชาย ลูกสาวที่โตหน่อยจึงต้องจากโรงเรียนกลางคันเพื่อช่วยแม่ กรีดยาง เย็บผ้าคลุมผม ทำสวนผลไม้ หรือใช้แรงงานในมาเลเซีย ตารางการทำงานของผู้หญิงคนหนึ่งหลังจากสูญเสียลูกชายในเหตุการณ์ตากใบ อาจทำให้เห็นภาพดังกล่าวได้ชัดเจนมากขึ้น “ฉันตื่นตีสี่เพื่อกรีดยาง สายๆไปทำนา เย็นกลับมาบ้านทำกับข้าว ดึกเย็บผ้าคลุมผมถึงตีสอง จากนั้นก็นอน ไม่นานก็เริ่มงานของวันใหม่” ทั้งยังไม่นับพ่อแม่ที่แก่ชรา ซึ่งถึงเวลาที่ลูกชายจะเลี้ยงดูให้สุขสบายขึ้นบ้าง กลับต้องทำงานอย่างหนักโดยฝืนกับสภาพร่างกายที่อ่อนเปลี้ยโรยรา เพื่อเลี้ยงดูและส่งเสียหลานกำพร้าซึ่งลูกที่เสียชีวิต หาย หรือพิการได้ทิ้งไว้... ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ผู้หญิง (รวมถึงผู้ชายที่เป็นพ่อซึ่งชรา และเป็นลูก) ต้องประสบพบเจอไม่เป็นข้อยกเว้นสำหรับใคร ไม่ว่าจะเป็นพุทธ มุสลิม เจ้าหน้าที่หรือชาวบ้าน&lt;br /&gt;นอกจากปัญหาข้างต้น ซึ่งใครหลายคนอาจพบทางสว่างแก้ปัญหานี้ได้ด้วย “เงิน” หรือความช่วยเหลือในลักษณะสังคมสงเคราะห์ต่างๆ สิ่งสำคัญซึ่งมักไม่ได้รับการพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของปัญหาคือ การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบุคคลอันเป็นที่รักได้สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับครอบครัวอย่างสุดซึ้ง และในบริบทความรุนแรงเช่นนี้ย่อมง่ายที่ความขับข้องใจ หวาดกลัว ระแวง ตลอดจนโกรธแค้นจะแฝงฝังอยู่กับผู้ซึ่งถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และถ้าภาพรวมแบบหละหลวมที่ว่า “สงคราม” ครั้งนี้ผู้ชายเป็นตัวแสดงหลัก คือข้อเท็จจริง  ผู้หญิงซึ่งถูกกันออกจากอาณาบริเวณความรุนแรง (ในลักษณะการเผชิญหน้าโดยตรง) ต้องเป็นผู้แบกรับภาระทางอารมณ์นี้ กล่าวแบบลงจากหอคอยงาช้างก็คือ แม่และเมียย่อมร่ำไห้ เสียใจกับการจากไปของลูกและคนรัก  แม่และเมียคร่ำเครียดว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตนับจากนี้ แม่และเมียที่อยู่ในบ้านเพียงลำพังหวาดกลัวการลาดตระเวน รวมถึงเข้าตรวจค้นของทหารในยามวิกาล แม่และเมียอึดอัด คับข้อง ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกและคนรักของตนจึงเสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกจับกุมเป็นเวลานานโดยปราศจากความช่วยเหลือของกระบวนการยุติธรรมในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง แม่และเมียหวาดระแวง เพราะเพื่อนบ้านต่างศาสนาที่เคยโอภาปราศรัย มีน้ำใจต่อกันกลายเป็น “คนอื่น” ที่ไม่น่าไว้วางใจ ฯลฯ &lt;br /&gt; แม้ว่าเหตุการณ์ในพื้นที่จะมีความคลุมเครือในแง่ผู้กระทำและแรงจูงใจทางการเมืองเช่นไร แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่มิอาจปฏิเสธได้คือ ผู้หญิงไม่เคยอยู่นอกวังวนแห่งความรุนแรงอย่างแท้จริง เพียงแต่ผลกระทบที่ได้รับหลบหลืบอยู่ตามซอกมุมต่างๆ  ด้วยอาศัยเส้นแบ่งบางๆระหว่างสมรภูมิและครัวเรือนมาปิดบังซ่อนเร้นเท่านั้น สภาวะข้างต้นอาจเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่สร้าง “ความเป็นไปได้” และแนวโน้มที่ผู้หญิงจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในฐานะ “ผู้กระทำความรุนแรง” มากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะการลุกขึ้นป้องกันตนเองหรือชุมชนด้วยการติดอาวุธ (กรณีการฝึกปืนให้อาสาสมัครหญิงในพื้นที่ถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง) เนื่องจากรัฐล้มเหลวในการปกปักษ์ชีวิตพลเมือง ขณะเดียวกัน ความรู้สึกคับแค้นของผู้หญิงที่เผชิญกับความอยุติธรรม โดยเฉพาะจากรัฐ อาจนำไปสู่การเลือกใช้ความรุนแรงเพื่อสถาปนาความยุติธรรมนั้น กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดจากกลุ่มหม้ายดำ (Black Widows) แห่งเชเชน รวมถึงการเข้าร่วมกองกำลังปฏิบัติการของผู้หญิงในกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ อีแลม เป็นต้น&lt;br /&gt;คำถามที่สองคือ นอกเหนือจากความเป็นไปได้ที่ผู้หญิงจะ (เลือก) ใช้ความรุนแรงในบริบทสถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้แล้ว ความเกี่ยวข้องของผู้หญิงในลักษณะดังกล่าว มีความหมายต่อการมองสถานการณ์ความรุนแรงที่เปลี่ยนไปอย่างไร?&lt;br /&gt;ประการแรก เมื่อเส้นแบ่ง (หากมีอยู่จริง) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกันผู้หญิงให้อยู่นอกสนามรบที่ถูกนิยามโดยความเป็นชาย (masculinity) กำลังพร่าเลือน ย่อมหมายความว่าในสายตาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง “ทุกคน” มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น “โจร/ผู้ก่อการ” รวมทั้งทุกกิจกรรมมีแนวโน้มจะเกี่ยวข้องกับการสนับสนุน “ผู้ก่อการ” ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผู้สนับสนุนคือพวกเดียวกับผู้ก่อการ ในแง่นี้กิจวัตรประจำวันของผู้หญิง เช่นการหุงหาอาหาร หรือการให้ที่พักอาศัยแก่ญาติหรือคนในครอบครัวที่เป็นผู้ชาย อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ภัยคุกคามความมั่นคง” แห่งรัฐได้ และดังนั้นเมื่อความรุนแรงทวีขึ้น ผู้หญิงจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกจับกุมเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;ประการที่สอง เมื่อสถานการณ์ความรุนแรงกลางเมืองในหลายประเทศดำเนินถึงจุดหนึ่ง ผู้หญิงซึ่งธำรงสัญลักษณ์ “ความบริสุทธิ์” เป็นเกรียติยศ และเป็น “แม่” ของชุมชนมักถูกทำร้ายและเข่นฆ่าในรูปแบบต่างๆ เพื่อประหัตประหารศัตรูหรือฝ่ายตรงข้าม (ซึ่งผู้ชาย) ในทางสัญลักษณ์ โดยเฉพาะการข่มขืนซึ่งในหลายกรณีเป็นการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ และอาจกระทำโดยฝั่งรัฐ อาทิเช่น ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างรัฐบาลทหารพม่าและชนกลุ่มน้อย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา บอสเนีย และนานกิง เป็นต้น แม้เหตุการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้อาจยังไม่ปะทุถึงระดับดังกล่าว(?) หากแต่การเกี่ยวข้องกับความรุนแรงของผู้หญิงในฐานะผู้กระทำการ ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีเค้ามูลความจริงหรือเป็นความหวาดระแวงของรัฐก็ตาม แต่จากข้อวินิจฉัยประการแรก อาจกลายเป็นเหตุอันชอบธรรมและเพิ่มจำนวนผู้สมัครพรักพร้อมใช้ความรุนแรงต่อต้านรัฐ (และตัวแทนของรัฐ ซึ่งอาจรวมถึงพลเมืองแห่งรัฐด้วย) เพื่อพิทักษ์ศักดิ์ศรีของชุมชนไว้ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นสถานการณ์ที่บานปลายเช่นนี้อาจทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างไทยพุทธ และมุสลิมในพื้นที่ย่ำแย่กว่าเดิมได้ &lt;br /&gt;สิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าสถานการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้ที่เกิดขึ้นไม่ว่างเว้น คือการยอมจำนนต่อภาพความรุนแรงซึ่งบีบคั้นให้เห็นแต่ “ความชั่ว” ของ “พวกมัน” อีกทั้งยังปิดบังดวงตาให้มืดบอดจากความหวังในการแก้ไขปัญหาโดยใช้สันติวิธีเป็นทางเลือกหลัก... จริงอยู่แม้สภาพการณ์ของผู้หญิงข้างต้นอาจแสดงถึงความหวังอันริบหรี่ในการไขว่คว้าหาสันติภาพ  แต่ต้องไม่ลืมว่าภาพทั้งหมดนี้ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวและมิได้วิ่งสู่ทิศทางเดียวกัน เนื่องจากในขณะนี้ผู้หญิง (ในแง่นี้รวมถึง “ความเป็นหญิง” หรือ femininity ที่มิได้หมายความเฉพาะเพศทางกายเท่านั้น) มีส่วนสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนสันติวิธี และเป็นหน่ออ่อนแห่งสันติภาพในพื้นที่ &lt;br /&gt;สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนในสังคมคือ คุณภาพแห่งการให้อภัยของแม่ซึ่งมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่องานสมานฉันท์ โดยเฉพาะจากคำกล่าวของนางคำมี ปงกันมูล  มารดาครูจูหลิง ซึ่งแม้จะอยู่ท่ามกลางความโศกสลด และกระพือลมแห่งความคั่งแค้นของผู้คนในสังคม แต่ก็ยังยืนยันว่า “ไม่อยากให้คนเหล่านี้ไปทำร้ายใครอีก และเข้าใจว่าเป็นกลุ่มเล็กๆเท่านั้น เพราะคนใต้ส่วนใหญ่น่ารัก” รวมถึงแม่ของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบจำนวนมากได้ถือว่าความตายของลูกชายเป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้ และไม่โกรธแค้นเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มผู้หญิงมุสลิมที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากเหตุการณ์ 28 เมษา ซึ่งได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับภรรยาเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นคนไทยพุทธในพื้นที่ ได้เอ่ยถ้อยคำกินใจว่า “รู้สึกเห็นอกเห็นใจ เขาก็รู้สึกเหมือนที่เรารู้สึก จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือใครเป็นคนทำ ...เราก็รู้สึกสงสารไม่รู้จะไปโทษใคร อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ช่วยดูแลกันและกัน” &lt;br /&gt;ในแง่ปฏิบัติการสันติวิธี ภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้สร้างเครือข่าย “สตรีกับสันติวิธี” โดยมุ่งให้ผู้หญิงเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสันติวิธีที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและศาสนา รวมถึงโครงการที่กำลังดำเนินการในเบื้องต้นได้แก่ สันติวิธีชุมชน นอกจากนี้ยังมีดำริริเริ่มจากชาวบ้านในตันหยงลิมอเรื่องการเยียวยาจิตใจคนในชุมชน หรือกลุ่มผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ตากใบได้เสนอให้มีโครงการฝึกอบรมสันติวิธีแก่เยาวชนในพื้นที่ และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความพยายามของผู้หญิงและ “ความเป็นหญิง” เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนสู่สามจังหวัดภาคใต้อีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จันจิรา สมบัติพูนศิริ&lt;br /&gt;ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-3726022074752456896?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/3726022074752456896/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/women-peace-and-violence-in-deep-south.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/3726022074752456896'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/3726022074752456896'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/women-peace-and-violence-in-deep-south.html' title='“ผู้หญิง” ในความรุนแรง และสันติภาพของสามจังหวัดภาคใต้ (Women, peace and violence in the Deep South of Thailand), published in Matichon in 2005'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-8165408230786346623</id><published>2009-08-20T17:03:00.000-07:00</published><updated>2009-08-20T17:05:38.976-07:00</updated><title type='text'>จากยะลาถึงกทม. (From Yala to Bangkok), published in Isara News Agency</title><content type='html'>จากยะลาถึงกทม… ว่าด้วยสันติวิธี และการเมืองเรื่อง “พื้นที่” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จันจิรา สมบัติพูนศิริ&lt;br /&gt;สันติวิธีสากล และศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา รถราและยานพานหนะจำนวนหลายกระหยิบมือ ถูกเจ้าหน้าที่โบกให้จอด การจราจรที่ปกติไม่ใคร่จะแออัดเพราะสถานการณ์อันไม่ปกติ ก็ดูติดขัดคล้ายบริเวณแยกราชประสงค์แถวกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทหาร ทหารพราน ตำรวจ หน่วยจู่โจม และหน่วยชื่อย่ออื่นๆอีกมากมายที่ผู้เขียนจำชื่อเต็มไม่ได้ เดินกันให้ขวักไขว่ ราวกับว่าประชาชนน่าจะอุ่นใจหากปืนไรเฟิลของพี่ๆเจ้าหน้าที่แกว่งไกวอยู่ใกล้ๆ... ผู้เขียนเองไม่พ้นถูกขอให้ลงจากยานพาหนะซึ่งมีผู้อนุเคราะห์ขับมาส่ง หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋าแล้ว ผู้เขียนก็ไถลกายผ่านเครื่องตรวจระเบิด  ครั้นเมื่อเข้ามายังบริเวณมหาวิทยาลัย ผู้เขียนก็อัศจรรย์ใจอย่างสาหัสกับจำนวนเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจพร้อมอาวุธครบมือ (แว่วมาว่ามีประมาณ 1,200 ถึง 1,400 นาย) เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองมางาน “มหกรรมสันติวิธี” หรือปฏิบัติการซ้อมรับมือกลุ่มก่อการร้าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสืบเสาะถึงที่มาของระบบตรวจเข้มเหล่านี้ ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อว่างานนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถานำ จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรยากาศช่วงเช้าของงานวันแรกจึงดูราวกับปฏิบัติการซ้อมรบ... โชคดีที่ได้งานขายสินค้าโอทอปด้านหน้าช่วยบันดาลบรรยากาศให้คึกคัก แม้ผู้เขียนยังไม่อาจเชื่อมโยงได้ว่าสินค้าโอทอปเป็นเครือญาติฝ่ายใดกับสันติวิธีก็ตาม นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเปิดตัวและแสดงผลงานขององค์กรรัฐ และไม่สังกัดรัฐ รวมถึงกลุ่มประชาสังคมรากหญ้าที่ทำงานด้านสันติวิธี มีภาพวาดเกี่ยวกับสันติภาพและสันติวิธี มีเวทีเสวนาเรื่องสันติวิธีจำนวนมาก  มีการแสดงบนเวทีด้านหน้าที่เกี่ยวโยงกับสันติวิธี มีชาชักสันติวิธี ข้าวยำสันติวิธี และไม้เกาหลังยี่ห้อ “สันติวิธี”...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่างานนี้ผู้เขียนจะรู้สึกสำเริงสำราญใจไปกับ “สันติวิธี” (จนกลับไปนอนละเมอเพ้อพกด้วยวิธีสันติ) แต่ในฐานะผู้สนใจและนักเรียน “สันติวิธี” สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่างานมหกรรมสันติวิธีครั้งที่สามนี้มีคุณค่ายิ่งนัก คือ “การสร้างพื้นที่แห่งการผ่านพบ” (Space of encounter)  นั่นคือ สถานที่ (place) ที่ใช้จัดงาน – มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา – ได้กลายสภาพจากสถานที่ทางกายภาพเป็นพื้นที่ทางสังคม (social space) ซึ่งเอื้อให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปกติไม่ใคร่จะโคจรมาเจอกัน ได้มาอยู่รวมกัน แม้อาจไม่พูดคุย แต่ก็ผ่านพบกัน&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะฝ่ายปฏิบัติการะดับล่างที่ถูกระดมมากว่าพันนาย ปกติได้ยินนโยบายสันติวิธีจากนายเท่านั้น แต่อาจไม่แน่ใจว่าไอ้สันติวิธีนี่หน้าตามันเป็นอย่างไร มีหูตาจมูกปากเหมือนมนุษย์เดินดินทั่วไปหรือไม่ อย่างน้อยในงานนี้พวกเขาได้เดินลาดตระเวนผ่านบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับสันติวิธี หยุดมองบ้าง หยุดอ่านบ้าง ทำหน้าเบ้ไม่เห็นด้วยบ้าง บางคนก็(แอบ)หยุดฟังพวกนักปฏิบัติการสันติวิธีคุยกัน ถึงแม้ไม่ตั้งใจรู้จักสันติวิธี แต่อย่างน้อยก็ได้ผ่านพบกับมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมลายูมุสลิมได้พูดคุยพบปะ เล่าเรื่องราวสารทุกข์สุขๆดิบๆสู่กันฟัง เรื่องลูกชายจะแต่งงานก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ในการสนทนาที่กลบความสำคัญของงานสันติวิธี บางคนที่ไม่เอ่ยปากพูดคุยด้วยเพราะเป็นคนแปลกหน้า และระดับความไว้วางใจที่ลดต่ำ แต่ยังถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ผ่านพบกัน ณ พื้นที่นี้ &lt;br /&gt;บรรดาNGOsที่มักออกแถลงการณ์ประนามเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ได้เห็นมิติความเป็น “มนุษย์ปกติ” ของเจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งบ้างก็พร่ำบ่นคิดถึงบ้าน บ้างก็ปลีกตัวออกไปสร้างงานศิลปะในลักษณะที่งานซึ่งทำอยู่ไม่อำนวยให้แสดงพรสวรรค์ด้านนี้มากนัก และบ้างก็ปรบมือหัวร่อไปกับการแสดงบนเวที... ภาพเช่นนี้คงไม่ได้เห็นกันง่ายๆ หากมิใช่พื้นที่แห่งการผ่านพบ&lt;br /&gt;นักศึกษาบางคนที่ถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าอาจเป็นแนวร่วมกับฝ่ายผู้ก่อการก็เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับสันติวิธี เจ้าหน้าที่หลายนายไม่ใคร่ละวางความระแวงสงสัยจึงส่ง “สายลับ” มาร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาเหล่านี้ด้วย แม้ว่าจบงานนี้ ชื่อของนักกิจกรรมวัยกระเตาะอาจยังคงอยู่ใน blacklist ของเจ้าหน้าที่ แต่มหกรรมสันติวิธีคงเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่เขาเหล่านี้ไม่ถูกจับหรือตามล่าเมื่อ “ผ่านพบ” กับเจ้าหน้าที่รัฐ  ส่วนเจ้าหน้าที่เองอย่างน้อยก็ได้มีประสบการณ์ผ่านพบกับแง่มุมแบบนักเคลื่อนไหวด้านสังคมของเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งมิใช่ “ผู้ก่อสถานการณ์รุนแรง” เสมอไป&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt; จากยะลากลับมากรุงเทพฯ สันติวิธียังคงเป็นอะไรที่...ฮิตติดดาว... พันธมิตรฯขอแจมใช้สันติวิธี รัฐบาลน้าหมักก็อยากร่วมขบวนรถไฟสันติวิธีด้วย กระนั้นก็ดี เหตุปะทะระหว่างพันธมิตรฯและนปช.เมื่อวันที่ 2 กันยายน ส่งผลให้สังคมไทยตั้งคำถามกับตัวตนของสันติวิธี ผู้คนเริ่มไม่แน่ใจว่าการพกปืนผาหน้าไม้ (กอล์ฟ) ของทั้งพันธมิตรฯ และนปช. (แม้จะอ้างว่าเพื่อป้องกันตัว) และการยั่วยุต่อกัน จนนำไปสู่การปะทะ เป็นสันติวิธีที่หลืบไหน ท่ามกลางการใช้ความรุนแรงในนามสันติวิธี กลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “พลังเงียบ” เริ่มส่งเสียงไม่เห็นด้วยกับสัญญาณการระบาดของความรุนแรงดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือบรรดานักปฏิบัติการสันติวิธีที่ผู้เขียนรู้จักมักคุ้นอยู่บ้าง ซึ่งรวมตัวรวมหัวกันเพื่อประกาศ “พื้นที่สันติ”&lt;br /&gt;อันที่จริงแนวคิดในตอนแรกคือการจัดตั้ง buffer zone เพื่อกันไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างพันธมิตรฯและนปช.อย่างเมื่อวันที่ 2 กันยา รวมถึงโน้มน้าวให้ทั้งสองฝ่ายปลดอาวุธ แต่ยังสามารถดำเนินการประท้วงต่อไปได้... เมื่อผู้เขียนได้ฟังแนวคิดในหนแรกก็รู้สึก “ปอดแหก” ขึ้นมาตะหงิดๆ ด้วยกลัวว่าศพที่อยู่ระหว่างการปะทะของคนสองกลุ่มที่ไม่เห็นอีกฝ่ายเป็น “คน” อาจดูอุจาดตาเมื่อปรากฏบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ประกอบกับยังนึกไม่ออกว่ากิจกรรมนี้จะช่วยลดอุณหภูมิการเมืองได้อย่างไร&lt;br /&gt;“เอาก็เอาวะ!” เป็นเพียงวลีเดียวที่ทำให้ความอยากรู้อยากเห็น ออกหมัดแบบพี่สมจิตรน้อคชนะความปอดแหก จนพาสองขามายังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในบ่ายวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ได้... เมื่อสองขาพามา สองตาก็กวาดมองไปทั่วห้องประชุม คะเนได้ว่ามีอาสาสมัครราว 30 คน กำลังวางแผนเดินขบวนเพื่อเปิดพื้นที่สันติบริเวณหน้าที่ทำการกองทัพบก ณ จุดที่เกิดนองเลือด เข้าใจว่า “พลังปอดแหก” ของผู้เขียนมีรังสีลี้ลับแรงกล้า จนกลายเป็นว่าในที่สุดแนวคิดการจัดตั้ง buffer zone โดยภาคประชาชนอาจต้องพักไว้ก่อน กิจกรรมหลักตอนนี้คือปฏิบัติการสันติวิธีเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการใช้อาวุธและความรุนแรงในการต่อสู้ทางการเมือง และเรียกร้องให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายคำนึงถึงผลกระทบของความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์... &lt;br /&gt;หากใครเดินผ่านไปมาบนท้องถนนราชดำเนินเมื่อบ่ายวันที่ 5 กันยา คงเห็นคนจำนวนหนึ่งเดินถือป้ายผ้าสีขาว “พื้นที่สันติ” แจกแผ่นสติกเกอร์ “ไม่เอาความรุนแรง” และพักหอบแฮ่กๆเป็นระยะเนื่องด้วยวัยวุฒิที่เพิ่มขึ้นแปรผกผันกับสภาพร่างกาย ระหว่างทาง ประชาชนรอบข้างทั้งให้กำลังใจและเย้าแหย่ (อาแปะคนหนึ่งแกยื่นสติกเกอร์ “ไม่เอาความรุนแรง” ให้เพื่อน แล้วเอ่ยแกมหยอกว่า “อ่ะ... เอาไปให้เมียที่บ้าน”) ในที่สุดพวกเราก็มาถึงหน้าที่ทำการกองทัพบก ด้วยความร่วมมือของพี่ๆตำรวจจราจรและหน่วยควบคุมฝูงชนที่เข้าใจดีว่าพวกเรามาด้วยเจตนาสันติ แม้ดูหน้าแล้วบางคนอาจยังฉงนว่าไอ้พวกนี้แบกป้ายผ้าเดินมาตั้งไกล แถมยังมีกล้วยไม้สีขาว จะมาไหว้เจ้าที่หรือไร...  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายฝนเริ่มโปรยปราย อาสามัครทั้งหมดยืนล้อมรอบป้ายผ้า “พื้นที่สันติ” เป็นวงกลม นารี เจริญผลพิริยะ (หรือที่รู้จักกันในหมู่ชาวบ้านว่า “คุ้งบางกรวย”) นักปฏิบัติการและนักฝึกอบรมสันติวิธีผู้คร่ำหวอดในวงการ ให้สัญญาณแรกจากระฆังประจำกาย พวกเราทั้งหมดยืนสงบนิ่ง (ยกเว้นลิ่งค่างอย่างผู้เขียนที่ยังคงรัวชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปต่อไป) เมื่อเสียง “กริ๊ง” ครั้งที่สองดังขึ้น ทีมงานจึงโปรยดอกกล้วยไม้สีขาวที่เตรียมมา พร้อมกับสายฝนที่ยังคงตกพรำ  ดอกกล้วยไม้สีขาวเข้าครอบครองพื้นที่ตรงกลางวงกลม ราวกับกำลังเปลี่ยนความทรงจำของความรุนแรงและความตาย ณ ที่นี้ ให้กลายเป็นความหวังที่ทุกฝ่ายจะเห็นคุณค่าของชีวิต... หลังจากนั้นพี่นารี จึงกล่าวไว้อาลัยแต่คุณณรงค์ศักดิ์  กรอบไธสง ผู้ตกเป็นเหยื่อในเหตุปะทะเมื่อวันที่ 2 กันยา และย้ำเตือนให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งทางการเมืองรังแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าเป้าหมายของกิจกรรมครั้งนี้คือการประกาศเจตนารมย์ของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง รวมถึงการกำหนดให้พื้นที่ที่เกิดการปะทะไปแล้วหรือมีแนวโน้มจะเกิดการปะทะ เป็นพื้นที่สันติ  ผู้เขียนกลับเห็นว่า ในอีกทางหนึ่งปฏิบัติการครั้งนี้เป็นปฏิบัติการแย่งชิงความหมายของพื้นที่ นั่นคือ การประกาศว่าการปะทะบริเวณหน้ากองทัพบกมิใช่ความยิ่งใหญ่ หรือชัยชนะของคู่กรณีไม่ว่าฝ่ายไหน แต่เป็นความพ่ายแพ้... พ่ายแพ้ในการพิทักษ์ชีวิตผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของฝ่ายตน พ่ายแพ้ที่ปล่อยให้ความเกลียดชังเข้าครอบงำจิตใจตน พ่ายแพ้ที่ไม่มิอาจโอบอุ้มสันติวิธี (ที่แต่ละฝ่ายอ้าง) ให้เป็นพลังอันชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองได้... ปฏิบัติการโดยคนธรรมดาไม่มากกว่า 30 คน ต่างหากกลับกลายเป็นพลังกู่ก้องให้กับผู้คนในสังคมได้รู้ว่า ต่อจากนี้ พื้นที่ไร้ความรุนแรง จะขยายจากบริเวณซึ่งเกิดการปะทะเมื่อวันที่ 2 กันยา ไปยังที่อื่นๆของประเทศ ตลอดจนความขัดแย้งจะต้องไม่นำไปสู่ความเกลียดชังและการลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากยะลาถึงกทม... หลายคราผู้เขียนลังเลต่อการปลาบปลื้มกับสันติวิธีที่นับวันจะกลายเป็น cliché แห่งชาติ สันติวิธีที่เป็นวลีโก้เก๋ซึ่งทำให้การจัดนิทรรศการและการเสวนาทางวิชาการดูอินเทรนด์ไม่หยอก รวมถึงสันติวิธีที่แยกไม่ออกระหว่างการนั่งประท้วงกับการใช้ปืนปะทะ แต่ก็อีกหลายคราที่ผู้เขียนยังคงเชื่อว่าสันติวิธีเป็นพลังซึ่งเปิดพื้นที่-ทางออกอันสร้างสรรค์ให้กับสังคมการเมือง&lt;br /&gt;ประสบการณ์จากมหกรรมสันติวิธีที่ยะลาแสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้ว “งานสันติวิธี” อาจมิใช่เพียงการออกร้าน นิทรรศการและมหรสพทางวิชาการ แต่อาจรวมนัยที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการสร้างพื้นที่แห่งการผ่านพบ ซึ่งเอื้อให้เกี่ยวกับข้องกับปัญหาความขัดแย้งรุนแรง ได้มาอยู่ในสถานที่เดียวกัน เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการก้าวข้ามความเป็นศัตรูต่อกัน... เรื่องราวจากนักปฏิบัติการสันติวิธีเพื่อสร้างพื้นที่สันตินั้น ช่วยให้เห็นถึงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความหมายของพื้นที่ และช่วงชิงความทรงพลังของสันติวิธี กล่าวคือ การพลิกฟื้นพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์นองเลือดนับเป็นปฏิบัติการสันติวิธี ขณะเดียวกันสันติวิธีชนิดที่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ถือเป็นสันติวิธีที่ทรงพลังยิ่งกว่าแบบที่ผูกตนเองอยู่กับความเกลียดชัง... และนี่คือพื้นที่ทางเลือกซึ่งเปิดให้กับการมองสันติวิธีในฐานะ “ทางเลือก” เพื่อออกจากกับดักแห่งความรุนแรง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-8165408230786346623?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/8165408230786346623/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/from-yala-to-bangkok-published-in-isara.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/8165408230786346623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/8165408230786346623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/from-yala-to-bangkok-published-in-isara.html' title='จากยะลาถึงกทม. (From Yala to Bangkok), published in Isara News Agency'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-8749556551039217400</id><published>2009-08-20T17:00:00.001-07:00</published><updated>2009-08-20T17:03:33.431-07:00</updated><title type='text'>เรื่องเล่าแห่งความกลัว (Narratives of Fear), published in Matichon in 2005</title><content type='html'>เรื่องเล่าแห่งความกลัว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;                  “เราจะไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ 2 คนตายฟรี” “นี่คือการกระทำของสัตว์เดรัจฉาน” “ท่านผู้ฟังครับ ไอ้พวกนี้มันไม่ใช่คนไทย คนไทยไม่มีทางฆ่าคนไทยด้วยกันเองแบบนี้เด็ดขาด” “ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่แก้ปัญหาด้วยการปิดหมู่บ้านและฆ่ามันทั้งหมู่บ้านเลย” ฯลฯ...&lt;br /&gt;                  วันที่ 22 กันยายน ขณะที่ฉันกำลังออกเดินทางจากกรุงเทพฯสู่นราธิวาส สังคมไทยกำลังเต็มไปด้วยอุณหภูมิแห่งความโกรธาอันเป็นปฏิกริยาต่อเหตุการณ์รุนแรงครั้งล่าสุดที่หมู่บ้านตันหยังลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส  sms ที่ปรากฏตามรายการวิเคราะห์ข่าวต่างๆและข้อความในweb board ถือได้ว่าเป็นปรอทวัดอารมณ์ของสังคมไทยในขณะนี้ได้อย่างดี... ปฏิกิริยาเหล่านี้ทำให้ฉันตั้งคำถามต่อความโกรธของผู้คนในสังคม ณ ห้วงเวลานี้ 2 ประการ  ประการแรก ฉันไม่แน่ใจว่าการระเบิดอารมณ์โกรธต่อเหตุการณ์รุนแรงที่ตันหยงลิมออยู่บนฐาน “เรื่องเล่า” หลักเพียงเรื่องเดียวอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่?  ถ้าใช่ อารมณ์โกรธนั้น ควรถูกสงสัยมากน้อยเพียงใด ประการที่สอง สมมุติว่า “เรื่องเล่า” ของเหตุการณ์นี้มีหลายเรื่อง และแต่ละเรื่องโยงใยกันอย่างสลับซับซ้อนจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครคือพระเอกหรือผู้ร้าย ฉันใคร่อยากตั้งคำถามง่ายๆต่อไปว่า เรากำลังโกรธ “ใคร”? และโกรธเพื่อออะไร?&lt;br /&gt;                  รถตู้แล่นผ่านด่านตรวจทหารปากทางเข้าหมู่บ้านตันหยงลิมอ ทันทีที่รถจอด ทหารนายหนึ่งซึ่งมีสีหน้าเหนื่อยล้าอย่างสุดขีดเดินเข้ามาตรวจตรารถตามหน้าที่ หลังจากที่หนึ่งในทีมงานของเราแสดงหลักฐานการเป็นตัวแทนของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายภาระกิจให้เยี่ยมครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ยิงร้านน้ำชาเมื่อวันที่ 20 กันยายน เจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้พาหนะของพวกเราผ่านเข้าไปอย่างไม่รีรอ... ขณะที่รถกำลังแล่นเข้าหมู่บ้านฉันรู้สึกหายใจติดขัดอย่างบอกไม่ถูก พลันความกลัวก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า อาจเพราะ “เรื่องเล่า” กระแสหลักที่ได้รับรู้มีส่วนทำให้ฉันรู้สึกเช่นนั้นไม่น้อย เมื่อลงจากรถ ทีมงานซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมดเดินตรงไปยังบ้านหลังหนึ่งที่กำลังมองพวกเราด้วยสายตาหวาดระแวง  อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่บทสนทนาด้วยภาษาท้องถิ่นเริ่มต้นขึ้น ความหวาดระแวงที่ว่าดูเหมือนจะบรรเทาเบาบางลงไปบ้าง... จากบทสนทนาสั้นๆนำไปสู่เรื่องเล่า ซึ่งเข้าซ้อนทับและสั่นคลอนการครอบงำของเรื่องเล่าหลักว่าด้วย “สังหารโหดนาวิกโยธิน” อย่างมหาศาล  ฉันขอเรียกเรื่องเล่าทั้งสามเรื่องต่อไปนี้ว่า “เรื่องเล่าแห่งความกลัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแรก วันที่ 20 กันยายน หลังจากการละหมาดในช่วงหัวค่ำ ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนรัวเร็วที่ร้านน้ำชาของหมู่บ้าน หลายคนรีบวิ่งไปดูที่เกิดเหตุ พบผู้ที่ถูกยิง 6 คน หนึ่งในนั้นเสียชีวิตทันที ที่เหลือถูกส่งไปยังโรงพยาบาล ต่อมาเด็กชายวัยเพียง 16 ปี ลูกชายที่น่ารักของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งได้เสียชีวิตลงท่ามกลางธารน้ำตาของผู้เป็นพ่อแม่ จากนั้นอีก 5 นาที ขบวนรถของเจ้าหน้าที่ก็มาถึง ทั้งที่ยังไม่มีผู้ใดไปแจ้งความ ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ต่อมามีเสียงประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงที่มัสยิด พร้อมกับการเคาะไม้ทั่วทั้งหมู่บ้าน อันเป็นดั่งสัญญาณเตือนภัย กลุ่มคนกรูออกไปยังที่เกิดเหตุและพบรถของเจ้าหน้าที่ซึ่งมาถึงได้ไม่นานนัก ทั้งหมดรีบกลับขึ้นรถและออกจากหมู่บ้านไปอย่างทันควัน กระนั้นรถยนต์ของนาวิกโยธินสองนายดูเหมือนจะมีปัญหาบางประการจึงออกรถไปไม่ได้ ชาวบ้านจึงเข้าจับตัวนายทหารทั้งสอง ต่อมาเมื่อตรวจภายในรถพบว่ามีปืนเอ็ม16 วางอยู่ที่เบาะ โครงเรื่องแห่งความกลัวที่มีต่อเจ้าหน้าที่อยู่ดั้งเดิมผสานกับการตีความหลักฐานในรถ (ซึ่งภายหลังมีผู้ยืนยันว่าเป็นปืนคนละประเภทกับที่ใช้ก่อเหตุในร้านน้ำชา) รวมถึงอาการ “หนี” ของเจ้าหน้าที่ ทำให้ชาวบ้านตีความการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ภายหลังเกิดเหตุการณ์เพียง 5 นาที ว่างานนี้คือฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ และหากมิใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่ เหตุใดเมื่อชาวบ้านเข้าล้อม จึงต้องรีบรุดออกจากที่เกิดด้วย... ทหารนาวิกโยธินทั้งสองนายได้ถูกนำตัวมาคุมขังในอาคารซึ่งไม่ห่างจากมัสยิดเท่าใดนัก การจับกุมนี้กินเวลายาวนานข้ามคืน โดยมีกลุ่มผู้หญิงและเด็กล้อมบริเวณอาคารไว้ ขณะเดียวกันได้มีการชุมนุมที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกยิงในร้านน้ำชาเมื่อคืนวาน นอกจากนี้ ชาวบ้านยังขอให้สื่อมาเลเซียเข้าทำข่าวการชุมนุม ด้วยเกรงความไม่เป็นกลางของสื่อไทย   เวลาล่วงเลยไปถึงบ่ายแก่ของวันที่ 21 หลังจากละหมาด มีเสียงประกาศจากมัสยิดว่าทหารได้เข้าล้อมป่ายางและกำลังจะปิดหมู่บ้านเพื่อปราบปราม ผู้หญิงและเด็กที่ล้อมอาคารหลังนั้นอยู่จึงรีบรุดไปที่ป่ายาง โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ทหารนาวิกโยธินสองนายถูกสังหารด้วยอาวุธที่หาได้ง่ายบริเวณที่คุมขัง อย่างไรก็ดี แม้คำอธิบายต่อจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ครั้งนี้จะมีหลายชุด และไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันอย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงวินาทีนั้นได้ แต่คำอธิบายหนึ่งที่น่าสนใจคือ โศกนาฏกรรมครั้งนี้อาจมีเหตุมาจาก “ความกลัว”  กล่าวคือ ข่าวลือที่แพร่สะพัดว่าเจ้าหน้าที่กำลังล้อมปราบจากทางป่ายาง ทำให้ชาวบ้านบางส่วนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่จะเผชิญต่อไปคือความเป็นหรือความตาย ทั้งที่อาจไม่มีเจตนาให้การจับกุมนาวิกโยธินสองนายนี้นำไปสู่การฆ่า &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;เรื่องที่สอง ภายหลังเกิดเหตุกราดยิงที่ร้านน้ำชา เจ้าหน้าที่มายังจุดเกิดเหตุทันทีเพื่อเก็บหลักฐาน ช่วงที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นได้มีกลุ่มชาวบ้านมุ่งตรงมายังร้านน้ำชา พร้อมกับมีการประกาศด้วยข้อความบางอย่างเป็นภาษามาลายูที่มัสยิด เจ้าหน้าซึ่งโดยสารรถมาสามคันคือ รถหุ้มเกราะ รถกระบะ (ขาวแดง) และรถยนต์ ตีความลักษณะการกระทำและสายตาของชาวบ้าน ณ วินาทีนั้นว่า มี “สัญญาณแห่งความหวาดระแวง”และมีท่าทีคุกคาม ด้วยความกลัวว่าสัญญาณเช่นนี้อาจนำไปสู่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับเหตุการณ์โจรนินจา เจ้าหน้าที่ทั้งหมดรีบวิ่งกับไปที่รถ ซึ่งในขณะนั้นรถกระบะได้มีคนขับนั่งอยู่ในรถและติดเครื่องเอาไว้พร้อมแล้ว บางส่วนจึงขึ้นไปยังท้ายรถกระบะ จากนั้นจึงขับออกไป ขณะที่นาวิกโยธินสองนายที่เหลืออยู่ต้องไขกุญแจรถ อีกทั้งลักษณะการจอดรถ ไม่สามารถทำให้รถสามารถแล่นออกจากหมู่บ้านได้ในทันที นายทหารทั้งสองจึงถูกกลุ่มชาวบ้านเข้าล้อม และจับเป็นตัวประกันในเวลาต่อมา วันรุ่งขึ้นชาวบ้านได้ชุมนุมบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่เห็นว่าเหตุการณ์นี้มีผู้ยุยงปลุกปั่น และมีความพยายามให้ความขัดแย้งขยายเป็นความรุนแรงระหว่างรัฐกับชาวบ้านเช่นเดียวกับเหตุการณ์ตากใบ แม้จะมีความพยายามใข้การเจรจาอย่าง “สันติวิธี” ขณะเดียวกันก็หาวิธีช่วยให้ตัวประกันออกมาอย่างปลอดภัย แต่แล้วชั่วโมงแห่งความตึงเครียดอันยาวนานก็จบลงด้วยความตายของทหารนาวิกโยธินสองนายนี้... นายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวกับนักฝึกอบรมสันติวิธีซึ่งอยู่ในช่วงท้ายของเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “ผมพยายามใช้สันติวิธีมาเป็นเวลา 20 ชั่วโมงแล้ว....” ประโยคขาดห้วนไป มีเพียงสายตาแดงก่ำที่ไม่แน่ใจนักว่าเป็นผลจากความเหนื่อยล้า หรือความเศร้าโศกต่อการจากไปของลูกน้องทั้งสองคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่สาม  ทันทีที่เห็นดวงตาอันเหนื่อยอ่อนและเข็มเกร็งของชาวบ้านซึ่งมองตรงมายังทีมงาน ฉันรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดอันเป็นผลจากความกลัวที่ลุกล้ำเข้ายังทุกอณูในหัวใจของผู้คน  ขณะที่บทสนทนาระหว่างชาวบ้านละแวกนั้นกับหนึ่งในทีมงานว่าด้วยความกลัวอันเกิดจากการลาดตระเวนของทหารในยามวิกาลที่บ่อยครั้ง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีการบุกค้นบ้านด้วยท่าทีข่มขู่คุกคาม, กำลังดำเนินอยู่ ฉันพลันเหลือบไปเห็นเพื่อนมุสลิมปลุกปลอบเมาะ(ยาย)คนหนึ่งซึ่งกำลังร่ำไห้ ภายหลังเพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่า เมาะเล่าถึงสภาพในหมู่บ้านว่าตอนนี้ไม่มีใครทำมาหากินได้เลย เพราะทุกคนกลัว สุขภาพกายสุขภาพใจก็แย่ลงทุกวัน บ้านก็อยู่ไม่ได้ ต้องมานอนรวมกันที่บ้านใดบ้านหนึ่ง... ร้องไห้เพราะความคับแค้นใจในชีวิตที่ปกติก็ยากจนค้นแค้นอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกับควานรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต และความตายที่ไม่รู้ว่าจะมาเคาะประตูบ้านเมื่อไหร่... จากนั้นสายลมแห่งความกลัวพาพวกเราไปยังบ้านของแม่คนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียลูกด้วยน้ำมือมัจจุราชไร้หน้า หญิงวัยกลางคนเล่าถึงคืนเกิดเหตุที่ร้านน้ำชาและความเป็นอยู่หลังจากวันนั้นว่า “หลังจากละหมาดเย็นนั้น ลูกไปร้านน้ำชา และไม่กลับมาอีกเลย... ลูกชายคนนี้เป็นเด็กดี ชอบทำงาน ไม่เคยเที่ยวเตร่ พอหลังจากทำงานก็ไปละหมาดที่มัสยิดทุกวัน... ตอนนี้เครียดมากเรื่องที่ไม่สามารถทำบุญ 7 วันให้ลูกได้ เพราะกลัวว่าถ้าจัดงานอะไรช่วงนี้จะไม่ปลอดภัย” ฉันถามถึงกระบวนการยุติธรรมภายหลังเหตุการณ์ หญิงผู้นั้นตอบด้วยสายตาและสีหน้ากังวลว่า “ไม่อยากให้สอบสวนอะไร มอบให้เป็นหน้าที่ของพระเจ้าไปแล้ว ตอนนี้แค่อยากทำมาหากินตามปกติยังไม่ได้เลย...” ชายอีกคนที่นั่งห่างออกไปเสริมว่า “ตอนกลางคืนกลัวมาก รูไส้เดือนยังอยากจะเข้าไปอยู่เลย พูดเสียงดังก็ไม่ได้ ไม่กล้าพูด เวลานอนก็ต้องมานอนรวมกันหลายๆคนในห้องครัว (ที่ลึกเข้าไปในตัวบ้าน - ผู้เขียน) เพราะกระสุนทะลุกำแพงซีเมนต์ไม่ได้... ตอนนี้ไม่อยากให้ทหารออกมาตอนกลางคืน ถ้าอยู่ก็อยู่ประจำที่ อย่าออกมาเดินเพ่นพ่าน แค่เห็นชุดสีเชียวที่มีปืนห้อย และได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินก็กลัวมากแล้ว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                  ฉันเห็นอะไรจากเรื่องเล่าทั้งสามนี้?&lt;br /&gt;                  อย่างแรก ฉันเห็นตัวตนอันแทบจะว่างเปล่าของสิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” เรื่องเล่าที่หนึ่งและสองแสดงให้เห็นว่าผู้คนรับรู้สิ่งต่างๆและตีความตามโครงเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างมี... วลีที่ว่ามนุษย์เราต่างมีโลกใบเล็กคนละใบที่เลือกรับรู้สิ่งต่างๆตามประสบการณ์ที่มีอย่างจำกัดจำเขี่ยของตัวเอง น่าจะพิสูจน์ได้ชัดจากกรณีนี้ กระนั้นก็ตาม ฉันคิดว่าสิ่งหนึ่งเราอาจทำได้เพื่อให้การรับรู้ของเราขยายใหญ่ขึ้นไม่มากก็น้อย คือการสงสัยและตั้งคำถามต่อความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของเรื่องเล่าที่อ้างตัวว่าเป็น “ความจริง” อีกทั้งพยายามโดดเข้าไปในเรื่องเล่าของผู้อื่นดูบ้าง เผื่อโลกใบเล็กของเราจะมีเรื่องเล่าหลายชุด หลายแบบ&lt;br /&gt;                  อย่างที่สอง ฉันเห็นการปะทะกันของความหวาดกลัวอันนำไปสู่ความรุนแรงซึ่งต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดในการออกจากความกลัวนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งความกลัวและความรุนแรงทำงานร่วมกันดั่งขดลวดที่ม้วนหมุนไปราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ท้ายที่สุดแล้ว ความกลัวอันนำไปสู่การใช้ความรุนแรงนั้นเวียนวนเข้ากัดกินจิตใจของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน หรือทหารที่ดูเหมือนปราศจากซึ่งความหวาดหวั่นต่อภยันตรายด้วยมีอาวุธปกปักษ์อยู่พร้อมสรรพ...&lt;br /&gt;                  หากสมมุติว่า จากสิ่งที่ฉันเห็นบนฐานเรื่องเล่าทั้งสามทำให้เราก้าวข้ามข้อเท็จจริงที่ไม่ลงตัวทั้งหลายมาด้วยกัน และนำมาสู่ข้อสรุปประการหนึ่งที่ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นผลจากการตีความตามโครงเรื่องซึ่งเต็มไปด้วยสาบสางแห่งความหวาดกลัวของแต่ละฝ่าย และด้วยข้อสรุปนี้ ทำให้เราไม่แน่ใจว่าอาจเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและโยนบาปผิดให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ เนื่องเพราะสภาพความกลัวที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ต้องเผชิญล้วนมีหน้าตาคล้ายคลึงกัน อีกทั้งต่างฝ่ายต่างเผชิญกับความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจไม่ต่างกันเท่าใดนัก และที่สำคัญทั้งชาวบ้านและทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่ย่อมต้องการให้ความรุนแรงที่ดำเนินอยู่สิ้นสุดลงในเร็ววันเพื่อกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติเช่นเดิม... สมมุติต่อไปว่า หากความไม่แน่ใจนี้โยงไปสู่ความไม่รู้ว่าจะเอาความโกรธไปวาง ณ ตำแหน่งแห่งหนใด ด้วยเพียงแค่เรื่องเล่าสามเรื่องที่พัวพันซ้อนทับกันอยู่ ยังไม่สามารถทำให้หาเหตุผลอันชอบธรรมให้แก่โทสะโกรธาได้ และหากเรื่องเล่าของเหตุการณ์มีมากกว่านี้ การหาเหตุให้ความโกรธของเรามิยากยิ่งขึ้นหรือ?? มาถึงตรงนี้ ฉันอยากให้ผู้อ่านกลับไปที่ย่อหน้าที่สองของบทความ และทบทวนว่าจะตอบคำถามสองข้อนั้นอย่างไร&lt;br /&gt;              ก่อนที่ฉันจะเดินทางออกจากหมู่บ้านตันหยังลิมอมีเรื่องราวเล็กๆที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง ขอตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า “เรื่องเล่าว่าด้วยช่องว่างแห่งความกลัว”&lt;br /&gt;             ขณะที่พวกเรากำลังพูดคุยอยู่กับพ่อแม่ของเด็กชายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ยิงร้านน้ำชา เจ้าหน้าที่ทหารสองนายขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาและเข้ามาถามไถ่ เมื่อเราพยายามกลับไปสนทนากับชาวบ้านต่อ แม่ของเด็กชายเอ่ยขึ้นเป็นภาษามาลายูว่า “ช่วยบอกทหารทีว่าเราเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่คนร้าย ไม่ต้องมาตรวจบ่อย เรากลัว” ภายหลังจากล่ามแปลข้อความดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ฟัง  เจ้าหน้าที่จึงตอบกลับว่า “ไม่ต้องกลัวทหารหรอก เพราะทหารมารักษาความปลอดภัยให้ชาวบ้าน” จากนั้นหนึ่งในทีมงานอธิบายต่อเจ้าหน้าที่ว่า “จริงๆแล้วชาวบ้านเค้าไม่ได้กลัวคุณ แต่เค้ากลัวเครื่องแบบกับอาวุธที่คุณถือ”... ฉากเล็กๆนี้ แสดงให้เห็นว่า ทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ต่างเก็บงำความกลัวไว้ในโลกของตัวเอง ด้วยไม่สามารถพูดคุยหรือสื่อสารได้โดยตรง ผลคือต่างฝ่ายต่างตีความการกระทำของกันและกันตามกรอบความคิดของตนเอง อย่างร้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ตีความว่าชาวบ้านมีพฤติกรรมเข้าข้าง “ผู้ก่อการ” หรือกระทั่งเป็น “ผู้ก่อการ” เสียเอง ส่วนชาวบ้านตีความการปรากฏตัวทุกครั้งของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการมาเยือนของมหันตภัยชุดเขียว  สิ่งที่สำคัญของบทสนทนาสั้นนี้คือ ในความกลัวมีช่องว่างที่อนุญาตให้ “คนกลาง” หรือ “ฝ่ายที่สาม” ช่วยให้การสื่อสารความคิด ความต้องการของแต่ละฝ่ายเป็นไปได้ นี่เองคือจุดเริ่มต้นของการสัมผัสเรื่องเล่าของผู้อื่นและช่วยให้แต่ละฝ่ายออกจากโลกแห่งการตีความตามการรับรู้ของตัวเอง เพื่อให้เห็นแง่มุมที่หลากหลายของกันและกันมากขึ้น  อันนำไปสู่การตัดวงจรแห่งความกลัวอันเป็นฟันเฟืองหนึ่งของความรุนแรงได้ในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จันจิรา    สมบัติพูนศิริ  &lt;br /&gt;ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ &lt;br /&gt;มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-8749556551039217400?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/8749556551039217400/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/narratives-of-fear-published-in.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/8749556551039217400'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/8749556551039217400'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/narratives-of-fear-published-in.html' title='เรื่องเล่าแห่งความกลัว (Narratives of Fear), published in Matichon in 2005'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-435081382723151493.post-6718489462883298042</id><published>2009-08-19T04:44:00.000-07:00</published><updated>2009-08-19T05:18:01.437-07:00</updated><title type='text'>See lives through death</title><content type='html'>Just recently my neighbour committed suicide. In my life, I have witnessed those falling victims in conflict affected areas. I have seen children who were badly injured by some heartless bombers. I have looked into the eyes of a blind landmine survivor, and yet saw no eyes. I have come across tough lives of displaced kids along Thai-Burmese border. But never once in my life had I experienced someone killing himself. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I didn’t know him. Not even recognised his face. People said he was a happy-go-lucky young man, with Asian blood, perhaps a Singaporean. I had not heard anything about him until that evening. I heard his neighbor crying, his brother weeping, the sound of body being moved, cops investigating someone upstairs. I sunk deep in my thinking. It is just sad to see a seemingly delightful person decided to leave this world. More sadly, no one knew, not even his family members, why he made this decision. I was told he overdosed. It could be true because I studied from home on that paricular day and didn’t hear anything, until that burst of weeping for this departure.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I live in Melbourne, Australia. A developed city, people believe. But as are people in many big cities, ‘Melbourners’ are deep down lonely. Lives can be so hard and yet, no one to turn to. There are those under economic stress, those who are desperate to find lovers, those who can’t find lovers so they divert their love to their pets instead, and yes, those who go out every Friday and Saturday, spending shallow lives in pubs and bars. If you watch Australian TV, there will be daily complaints of how terrible their lives are. I do agree, but not because to the degree that their lives are materially bad. They are just spiritually lost. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;This is my second time in Australia. Before this, I spent almost two in Brisbane (the third biggest city, which someone claimed that Perth is rated the same. This mean Sydney and Melbourne is the first and second biggest city. The rest is average. However, the smallest, the most boring and lifeless can’t be other cities, but Canberra). As much as I like Australia and fair-go aussies, I have always had a feeling there is something missing in this country. One day I found. It is the sense of spirituality. Not in the sense of religiousness, though. But it is something beyond human knowledge to hold on to, such as people in Thailand believe in horoscope, black magic, and sacred trees, you name it. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Don’t take me wrong. I’m not a BIG fan of ‘superstition’. But in the age of extreme rationality of modernity, humans tend to be overly confident in their own capacities. Nothing can’t be explained by science. Australia is in many ways like that. Because it is a relatively new country (after having wiped out indigenous people who are one of the most ancient humankind), only science and the sense of modernism take roots. People’s sufferings are contemplated in the language of causality. Nonetheless, it is far from Buddhist causality, but rather some sort of scientific cause, believing that everything can be under control. I'll give you an example.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I once had an aussie 'guest' in Bangkok. I took him to Isan for a trip. After having seen so many temples in contrast to the apparent poverty, he then inquired;&lt;br /&gt;'People are poor here, but why do they still build these temples? why don't they just spend money on other 'necessary' things to improve their livelihood?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Although fairly irritated by his ignorance, I came to an understanding. Temples, for him, constitute no material meaning, but just 'temples' which don't really alleviate hunger or the lack of school education. However, for these 'poor' people, temples fill in their spiritual meanings. They are not just temples, but the place for people's mind and spirit. These are places where lives are made meaningful. They are made related to something unknown, powerful, and yet respectful. If things go wrong, just blame your bad karma, the misfortunes caused by the supernatural, but never much of yourself. There are unknown sources of suffering out there. At the end of the day, your being is partially controllable. More importantly, you don't encounter the difficulties alone. Afterall someone/something out there is looking after you, regardless of whether or not you are taken care by human felllows. In this way, life is bearable. It is more or less meaningful. Unfortunately, modern women and men in the wealthy cities and countries are blind to this fact...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Now you see why I am so sad when my neighbour committed suicide?&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/435081382723151493-6718489462883298042?l=janjirasadventure.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/feeds/6718489462883298042/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/see-lives-through-death.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/6718489462883298042'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/435081382723151493/posts/default/6718489462883298042'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://janjirasadventure.blogspot.com/2009/08/see-lives-through-death.html' title='See lives through death'/><author><name>JJ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11343719651682543330</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/-Mzfw-y10ywQ/T0INgvbp7MI/AAAAAAAAAAQ/BXjgJCt3ZTo/s220/Jan%2527s%2Bpic.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry></feed>
